Thursday, December 21, 2006

เขียนถึงคนบนฟ้า....ตรีเทพ(โน้ต)เขียวพอดี



และแล้วก็ต้องตลกไม่ออกอีกครั้งเมื่อต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไปอีกหนึ่งคน เป็นคนที่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเรา เป็นน้อง เป็นเพื่อน ที่ร่วมชะตากรรมด้วยกันมา กิจกรรมสโมที่มหาวิทยาลัยแค่ชั่วเวลาเพียง 1 ปี บางคนอาจจะคิดว่า ก็แค่ 1 ปี แต่ไอ้แค่ปีเดียวนี่แหล่ะที่มันทำให้เราต้องเสียน้ำตาเมื่อรู้ว่าไอ้น้องที่มันร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามาต้องจากไปก่อนเวลาอันควร.....

คืนวันจันทร์ที่ 11ธันวาคม กูกำลังเหนื่อยอ่อนกับการเดินทางไปบินในเที่ยวบิน TG 409 กรุงเทพ-สิงคโปร์ พอถึงโรงแรมก็ออกไปหาอะไรกินกับพี่ๆเพื่อนๆในไฟลท์ จนกระทั่งกลับเข้าห้องพักประมาณเกือบเที่ยงคืน(บ้านเรา) อาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน ระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มหลับโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ซึ่งทำให้กูต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงโทรศัพท์กูดังมาก ประกอบกับห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงโทรทัศน์เปิดเป็น Background จางๆอยู่เบื้องหลัง ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเพราะเวลากูอยู่ต่างประเทศกูไม่รับโทรศัพท์อยู่แล้ว เพราะถ้ารับจะเสียตังค์ทันทีเป็นจำนวนมหาศาล (แล้วกูจะเปิดโรมมิ่งไว้ทำเหี้ยอะไรก็ไม่รู้) หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เป็นเจ้านม...ซึ่งเป็นน้องที่สโมด้วยกัน ล้านวันพันปีมันไม่เคยโทร.มา แต่วันนี้นึกยังไงโทร.มาเอาซะดึก คงคิดถึงกูล่ะมั้ง กูคิดในใจ เอาไว้กลับกรุงเทพแล้วค่อยโทร.หา ส่ง msg ไปบอกมันหน่อยมันจะได้เข้าใจว่ากูอยู่ต่างประเทศ พอส่งเสร็จ ก็กำลังจะเคลิ้มหลับเป็นรอบที่สอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีก คราวนี้เป็นน้องอีกคนชื่อปุ้ย เด็กคณะสัตวศาสตร์ อะไรอีกล่ะเนี่ย...ยังไม่หายอกหักอีกเหรอไงวะ....กูก็ไม่รับ ปล่อยมันดังไปก่อน ถึงกรุงเทพค่อยว่ากัน ผลอยหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันหลับๆตื่นๆ ไม่สบายตัว หลับไม่สนิท อยู่ดีๆก็รู้สึกแปลกๆ กังวล กระวนกระวาย บอกไม่ถูก จนกระทั่งเช้า ตื่นมาประมาณสายๆ เตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัวออกไปซื้อของกับเพื่อน ก็เห็น msg ส่งมาตั้งแต่เมื่อคืนแต่คิดว่าคงไม่ได้ยิน มาจากเพื่อนสโมซึ่งก็คือ ปิงปอง ข้อความว่า “ Note TREETEP (asat) pass away…..” แค่นั้นแหล่ะ โทรศัพท์แทบจะร่วงลงจากมือ ใจสั่น ทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียง นิ่งอยู่พักใหญ่ มันช็อกพอๆกับตอนที่รู้ว่าพ่อตายนั่นแหล่ะ กูทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก หัวสมองตื้อไปหมด ตัดสินใจออกไปกินข้าว แล้วจะหาซื้อบัตรโทรศัพท์เพื่อโทร.กลับเมืองไทยให้เร็วที่สุด ระหว่างที่อยู่ข้างนอก โทรศัพท์ก็ดังตลอดเวลา จากคนนั้นคนนี้ กูรับโทรศัพท์จนตังค์หมด แล้วรีบกลับมาโทร.หาเจ้าเปรี้ยวที่โรงแรม ด้วยความที่ร้อนใจอยากรู้ว่าโน้ตมันเป็นอะไรตายกันแน่.....คุยกับปรี้ยวได้ความว่า อุบัติเหตุบนถนน โน้ตขี่มอร์เตอร์ไซด์ไปเติมน้ำมันแถวใกล้ๆมหาลัยวิทยาเขตเพชรบุรี แล้วด้วยความที่ออกมาเร็วจนรถที่วิ่งมาทางตรงเบรกไม่ทันก็เลยต้องจบลงแบบนี้...(แบบไหนก็รู้กันอยู่นะ) สรุปแล้ววันนั้นคิดแต่เรื่องน้องวนไปวนมาไม่รู้จบ ใจก็อยากแต่จะกลับกรุงเทพไวๆ (ซึ่งไฟลท์ออกจากสิงคโปร์ประมาณสองทุ่มบ้านเรา) พยายามโทร.หาแม่หลายครั้งจนกระทั่งได้คุยกับแม่ ให้แม่ไปฟังสวดที่วัด หลังจากทราบว่าศพสวดที่วัดพลับพลาชัยใกล้บ้านกูเอง ซึ่งเป็นวัดเดียวกับที่สวดศพพ่อกูด้วย (อ้อ..ลืมบอกว่าโน้ตมันเป็นเด็กเพชรบุรีเหมือนกู แม่มันกับแม่กูก็รู้จักกันด้วย...) ไม่รู้เป็นยังไง พอได้ยินเสียงแม่ กูปล่อยโฮเลย....




หลังจากถึงกรุงเทพ ก็โทร.หาคนโน้นคนนี้จ้าละหวั่น ไม่เป็นอันทำอะไร ศพจะสวดจนถึงวันเสาร์และเผาเลยในวันอาทิตย์ ซึ่งกูตั้งใจจะไปฟังสวดคืนวันศุกร์และเสาร์ เนื่องจากวันศุกร์กูบินกลับจากกัวลาลัมเปอร์ลงมาตีรถกลับเพชรบุรีเลยและวันเสาร์เป็นวันหยุด แต่วันอาทิตย์อยู่เผาไม่ได้เพราะต้องเดินทางไปอินชอนตอนกลางคืน ให้แม่ไปแทน แต่กูก็พยายามที่จะทำให้สองวันนี้มีค่ามากที่สุด มันเหมือนเป็นการดึงชาวสโมให้มาเจอกันอีกครั้ง....แต่ครั้งนี้ ไม่มีไอ้โน้ต....อีกแล้ว





ช่วงวันเสาร์...ก็เลยตัดสินใจช่วยกันจัดบอร์ดหน้างาน รวบรวมรูปถ่ายตั้งแต่โน้ตยังเด็กจนโต และรวมไปถึงตอนทำสโม แขกที่มางานจะเข้ามายืนดูรูปก่อนเข้าไปฟังสวด ยิ่งเห็นรูปก็ยิ่งใจหาย ยิ่งคิดถึง....ไม่น่าเชื่อว่าสองสามวันก่อนที่จะรู้เรื่อง ก็ยังคิดๆอยู่ว่าปีหน้านี้จะไปงานรับปริญญาไอ้โน้ต อยู่ดีๆก็คิดขึ้นมาเอง ไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วหลังจากนั้นอีกสองสามวัน....ไอ้โน้ตก็ไม่มีโอกาสได้ใส่ชุดครุยอีกแล้ว......





สงสารก็แต่พ่อกับแม่โน้ต มีลูกชายแค่คนเดียวแล้วต้องมาเป็นแบบนี้ มันน่าเศร้านัก กูเห็นหน้าพ่อกับแม่โน้ตแล้วกูอยากจะร้องไห้ทุกครั้ง ได้ฟังที่เค้าพูดถึงลูกชายให้พวกเราฟังแล้วมันทำให้เราได้รู้อะไรในตัวโน้ตขึ้นอีกเยอะ......สิ่งเดียวที่จะบอกได้ตอนนี้มันก็เหมือนกับที่คนอื่นๆบอก อาจจะฟังดูซ้ำซาก แต่มันก็ออกมาจากใจพี่สาวคนนี้นะโน้ต.......

................หลับให้สบายนะ แกหมดเวรหมดกรรมแล้ว แกไม่ต้องมาทุกข์ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป แกได้ไปอยู่กับฝน คนที่แกเคยบอกพี่ว่า เป็นผู้หญิงที่แกรักแล้วพี่ก็แซวว่า ผู้หญิงสไตล์แกน่ะบล็อกเดียวกันหมดเลยนะ ซึ่งพี่ก็รู้ว่า ฝน น่ะ ไม่เหมือนบล็อกอื่นๆของแกหรอก ขอบใจแกนะ ช่วงที่พี่ว่างงานอยู่บ้านกำลังรอที่จะเป็นแอร์ แล้วแกก็แวะมาหา มาพาออกไปขี่รถเล่น ไปกินข้าว ขอบใจแกที่อยู่เป็นเพื่อนพี่บนสโมตอนดึกๆ ขอบใจที่พี่จิกหัวใช้ให้ทำอะไรแกก็ไม่เคยบ่น ขอบใจที่แกดูแลรถมอร์เตอร์ไซด์อีแก่คันนั้นให้พี่ช่วงปิดเทอม ซึ่งตอนนี้มันกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว ขอบใจที่แกมารับพี่ที่หน้ามหาลัยเวลานั่งรถมาจากบ้าน ขอบใจอีกครั้งสำหรับรูปถ่ายสวยๆฝีมือแกที่พี่เอามาลงบล็อค(หน้าแรก) รวมไปถึงไอ้รูปที่แกแอบถ่ายพี่ตอนอ่านหนังสือแล้วแกก็เอาไปละเลงสีในโฟโต้ช็อป ซึ่งดูเหมือนมั่ว แต่มันดูดีมากเลย ใครมาเห็นรูปนี้ก็บอกว่าแนวดี พี่ยังชอบเลย.....และขอบใจสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่แกทำให้พี่เสมอมานะ................พี่รักแกนะ........R.I.P.



ป.ล. แกเคยบอกว่าถ้าพี่มีแฟนแล้วมันแปลกๆ ปะแล่มๆใช่ปะ...ตอนนี้พี่มีแฟนแล้วนะเว่ยยย.....หวังว่าคืนนั้นที่พี่ไปบอกแกหน้าโลง แกน่าจะรับรู้แล้วแหล่ะ ห้ามเฮี้ยน!!!

B U T T E R F L Y




Thursday, December 07, 2006

ยังไม่ตายค่ะ...ไป FUK กันดีกว่า




แฮ่ๆ ก็ยังไม่ตายจริงๆอ่ะ หายหัวไปหลายเดือนไม่ได้เข้ามาเช็คบล็อกตัวเอง โอ้โห .... หยากไย่ขึ้นเต็มเลย ช่วงที่ผ่านมายุ่งหลายสิ่งหลายอย่าง ไหนจะต้องย้ายที่อยู่มาอยู่ที่ใหม่ ต้องเอาอีโน้ตบุ้คไปลงวินโดว์ใหม่ ต้องปรับตัวกับสเก็ตใหม่ๆที่มันมาเป็น Package แบบว่าหายหัวไปทีละสองสามวันบินกันหัวบาน แล้วช่วงนี้ตัดลูกเรืออีกแล้วไม่รู้เป็นอะไร บินจนสุขภาพแย่ ไซนัสกำเริบอีก นี่ขนาดไปออกกำลังกายเข้าฟิตเนสเป็นว่าเล่น พอเจอนอนไม่พอเข้าไปทีเดียวแม่งงก็หวัดแดกซะงั้น อ้อ...และอีกประการหนึ่งที่ทำให้หายหัวไปก็แบบว่า ติดผู้ชายอ่ะค่ะ...อิอิ นานๆจะมีหลงผิดเข้ามาซักคน อย่าว่ากันเลยนะ นี่ก็กลับมาบ้าเป็นปกติแล้ว คิดว่าจะพยายามอัพให้ได้บ่อยๆละกัน


เมื่อวานเพิ่งกลับมาจากฟูกูโอกะ ซึ่งกูไปเป็นครั้งที่สองแล้ว อ้อ...ลืมบอก...กูพ้น Probation แล้วนะค้า...เป็น AHY โดยสมบูรณ์ แลกสเก็ตได้ sick ได้ ขอตั๋วก็ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง มีแต่แลกสเก็ตกับพี่อยู่หนเดียว(เขามาขอแลก) และกำลังจะวางแผน sick ไฟลท์ต่อไปอยู่เพราะขืนไปบินหูกูคงระเบิดคาเครื่องเป็นแน่แท้ ไม่อยากเสี่ยง ใครอยากได้ตังค์ไฟลท์นี้เอาไปเลยกูให้ค่ะ เอ้า...ไปไหนต่อไหน กลับมาที่ฟูกูโอกะกันดีกว่า ครั้งที่แล้วที่ไปไม่ได้มาเล่าในบล็อคให้ฟังเพราะกำลังเศร้าเรื่องเพื่อนตาย(ถ้าใครอ่านและยังจำได้) มาคราวนี้ก็เลยคิดว่าเอาซะหน่อยละกัน ไหนๆก็คงไม่ได้มีโอกาสไปกันบ่อยๆ กูได้ไปถึงสองครั้งนี่ก็ถือว่าเป็นบุญหนักหนาแล้ว

จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกนะ สำหรับเพื่อนที่เป็นลูกเรือด้วยกัน ทุกคนก็รู้ๆกันอยู่ว่าไปที่นี่แล้วเค้ามักจะไปไหนกัน ใจจริงไปครั้งนี้อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งชิลๆที่อื่นดูบ้าง แต่เพื่อนอยากจะซื้อของ แล้วอีกคนก็ไม่เคยมา ดังนั้นจึงต้องไปกันที่เดิมๆ เอาไว้ตัวเองมีสเก็ตดีๆ ขอแลกไปอีกครั้งดีกว่า เพราะเคยได้อ่านข้อมูลท่องเที่ยวที่ฟูกูโอกะในอินเตอร์เน็ตแล้วมันมีสิ่งน่าสนใจมากกว่านี้อีก แต่ก็คงต้องคลำเอาว่าไปยังไง คือ...ญี่ปุ่นเนี่ยมันเสียอารมณ์อยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะมีแต่ภาษาบ้านมัน ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกสายรถเมล์ ใบปลิวทั้งหลาย เมนูอาหาร ร้านรวงต่างๆ คือไม่มีการเผื่อแผ่ให้คนต่างชาติได้รู้เลยว่ามันบอกว่าอะไรบ้าง คือถ้ามีก็น้อยมากๆ อ่ะ สิ่งที่ทำได้ก็คือถามเค้าซึ่งเค้าเหล่านั้นก็อ่อนภาษาอังกฤษมากถึงไม่ได้เลย คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลยนะเอาที่แบบว่าฉกกันตามที่เดินท้องถนนเนี่ย ยี่สิบคนพูดภาษาอังกฤษได้แบบพอรู้เรื่องคนหนึ่งนี่ก็ดีใจตายห่าแล้ว...ถ้าเทียบกับคนเกาหลีแล้ว ไปเที่ยวเกาหลีดีกว่าเยอะในแง่ของภาษา เพราะคนเกาหลีพูดภาษาอังกฤษได้พอๆกับคนไทยแหล่ะ เวลาจะซื้อของก็สื่อสารกันรู้เรื่อง ป้ายต่างๆ เมนูอาหาร จะมีภาษาอังกฤษกำกับไว้เผื่อแผ่คนต่างชาติมากพอสมควร

เดินทางไปฟูกูโอกะจากกรุงเทพก็ประมาณ ห้าชั่วโมง ไปถึงตอนประมาณแปดโมงเช้าที่โน่น ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ออกมาเจอกันอีกทีตอนบ่ายโมง อากาศหนาวเหน็บจับจิตมากๆ ประมาณ 5 องศาเห็นจะได้ และฟ้าก็มีเมฆครึ้ม ไม่มีแดดมาพอให้ไออุ่นกันเลย เดินกันไปด้วยอาการสั่นสะท้าน

สถานที่สุดฮิตของเหล่าลูกเรือไทยก็คือ ร้านราเมนข้อสอบ ร้านจะอยู่ในหลืบหน่อย เดินไปถึงหน้าร้านต้องหยอดเหรียญก่อนว่าจะเอาราเมน กับอะไร กูเลือกกินกับไข่ต้ม เสร็จแล้วเดินเข้าไป พนักงานเค้าจะให้เราเข้าไปนั่งในคอก คอกละคน คืออารมณ์แบบว่า ต่างคนต่างกิน อยู่ในคอกของตัวเอง อะไรทำนองนั้น พอไปนั่งปุ๊บ พนักงานเค้าจะมีข้อสอบมาให้เราทำ...ตื่นเต้นจังง....เหมือนต้องทำข้อสอบจริงๆเลย นั่งอยู่ในคอก ซึ่งข้อสอบที่ว่ามันก็คือการ Order นั่นแหล่ะ ว่าจะเอาแบบไหน เส้นนุ่มขนาดไหน มันเยอะระดับไหน เอาหมูมั้ย เอาไอ้นั่นมั้ย ใส่ไอ้นี่หรือเปล่า ก็ติ๊กๆไป (มีแบบภาษาอังกฤษกำกับด้วย .... นี่แหล่ะข้อดีของที่นี่) เสร็จแล้วเค้าก็จะเอาถ้วยใส่ไข่ต้มมาให้เรา มีบอกวิธีแกะไข่ต้มด้วยแฮะ....ตลกดี พอราเมนที่เราสั่งมาวาง เค้าก็จะปิดม่าน นั่งกินกันตัวใครตัวมัน กินกันเงียบๆ กินกันไวๆด้วยนะ จะได้รีบลุกออกไปให้ชาวบ้านเค้ามากินต่อ รสชาติอร่อยถูกปากคนไทยดี น้ำซุปเข้มข้น จะว่าไปอร่อยกว่าร้านทีวีแชมป์เปี้ยนที่ไปกินคราวที่แล้วอีกนะ...








หน้าตาราเมนกับไข่ต้ม

อันนี้เป็นข้อสอบ

ไข่ต้ม

พร้อมวิธีแกะไข่




เสร็จแล้วก็ออกมาเดินช็อป เพื่อนสจ๊วตสาวอยากจะไปซื้อเครื่องเล่นเกม (มันเป็นเกย์ที่เล่นเกมแบบผู้ชายอ่ะค่ะ) ก็เลยมุ่งกันไปที่ Big Camera ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักนัก ที่นี่จะมีพวกกล้องดิจิตอล iPod ราคาถูกๆมากมาย ใครๆก็ชอบมาซื้อกันที่นี่ แต่สำหรับกูไม่ล่ะค่ะ บางคนจะคิดว่าอีนี่แปลก ของถูกไม่ชอบ แต่กูรู้สึกว่าซื้อของที่นี่แล้วต้องศึกษาข้อมูลของสินค้าไปเองให้กระจ่างเพราะพนักงานขายจะไม่สามารถอธิบายอะไรให้คุณเข้าใจได้มากนัก อีกทั้งคุณอาจจะต้องกระเตงเครื่องมาซ่อมมาเคลมกันที่นี่หากมันเพี้ยนหรือเป็นอะไรไป กูชอบแบบสบายใจมากกว่า ซื้อเมืองไทย ซ่อมได้เคลมได้ที่เมืองไทยมันชื้นใจกว่าเยอะนะ

ปรากฏว่าเครื่องมันขายหมดตลาด ก็เลยตัดสินใจไปห้างฮากาตะ ต้องนั่งรถเมล์จากหน้าโรงแรมไป ไม่ว่าจะลงป้ายไหนราคา 100 เยนตลอดสาย กว่าจะคลำกันได้ว่าต้องนั่งสายไหนไปก็ต้องถามชาวบ้านเค้าไปทั่ว สถานที่ที่ลูกเรือฮิตกันเป็นหนักหนาก็ไม่พ้นร้าน 100 เยน ที่มักจะชอบไปกันก็จะมีห้างไดเอะ กับฮากาตะ แต่ที่ฮากาตะจะใหญ่กว่า มันจะมีของกระจุกกระจิกมากมายก่ายกองให้เลือกซื้อ ทุกอย่าง 100 เยน ก็เหมือนๆกับฝรั่งเค้าที่จะมีร้านสองเหรียญนั่นแหล่ะ พอไปถึงคว้าตะกร้าได้ก็สลายตัวหายกันไปตามมุมของตัวเองเดินช็อปกันกระจาย ของมันมีเยอะแยะมากมายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบกันเลยทีเดียว ใช้เวลาเดินง่วนกันอยู่ในนั้นเป็นชั่วโมงๆ กูได้กระเป๋าจุกจิกใบเล็กๆมาฝากแม่เพราะแม่ชอบ ถุงซิปซักเสื้อชั้นในเวลาปั่นในเครื่องซักผ้า กระปุกใส่ของอันเล็กๆ ช้อนไม้สองอัน แล้วก็ของบ้าๆบอๆอีกหลายอย่างเกินจะบรรยายได้หมด เมื่อออกมาจากร้านร้อยเยนแล้ว ก็ลงมาเกี่ยวเครื่องสำอางตาม order เพื่อนครีม ก็เจอมาสคาร่ายี่ห้อ Majolica ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของสาวญี่ปุ่น แบบว่าปัดแล้วขนตาหนาเด้งดั่งตุ๊กตา กูก็เลยเอามาสองอัน อยากลองใช้อันหนึ่ง ปรากฏว่าเด้งเป็นตุ๊กตาผีจริงๆด้วย แต่แบบว่าล้างออกยากนิดหนึ่ง โคตรพ่อโคตรแม่วอเตอร์พรู้ฟฟฟฟเหลือเกิน แฮ่ๆๆ....ใครอยากได้ก็มาซื้อที่ญี่ปุ่น ตกราคาเงินไทยก็ประมาณ 500 กว่าบาทอ่ะนะ



ฟูกูโอกะยามเย็น

ยามค่ำคืน


ช็อปกันกระจาย ก็ไปแวะกินข้าวใต้ห้าง ชื่อร้านอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าไม่อร่อย ข้าวหน้าเนื้อ หวานซะไม่มี แล้วก็เดินเตร็ดเตร่ไปตามหาเครื่องเล่นเกมของเพื่อนสาว สุดท้ายก็ไม่มี มันคงฮิตมากจนขาดตลาดไปเลยทีเดียว .... ในที่สุดก็กลับถึงโรงแรมกันด้วยอาการอิดโรย ทั้งเหนื่อยทั้งหนาวในยามค่ำคืน ใครมาฟูกูโอกะนี่อย่าหวังว่าจะได้เก็บตังค์นอนกอดเพอร์เดียม มีอันต้องช็อปเสียเงินกันทุกรายไป และมักจะเป็นเช่นนี้ในไฟลท์ญี่ปุ่นแทบจะทุกไฟลท์ แต่ถ้าอยากได้ตังค์เยอะ และนอนกอดเดี้ยม ก็ต้องไปไฟลท์แขกนะคะ กูขอแนะนำ


จะว่าไปแล้วถึงแม้ว่าคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยสันทัดในเรื่องภาษาอังกฤษ แต่เวลาขอความช่วยเหลือจากเค้า เราจะเห็นถึงความพยายามและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนอื่นมากๆ บางคนนี่ถึงขนาดเดินนำพากันไปเลยก็มี แบบว่าแต่ละคนนี่จะช่วยใครทีพี่ทุ่มสุดตัว มันก็เป็นความน่ารักอีกแบบหนึ่งที่เราจะพบได้ในคนญี่ปุ่นนี่แหล่ะ หงุดหงิดเรื่องภาษาไปบ้างแต่ก็พอให้อภัยกันได้ คนเค้าน่ารักนิสัยดีกันจริงๆ

ขากลับถึงสุวรรณภูมิเครื่องจอดใกล้ๆกับเจ้าปลาวาฬอ้วน!!! หรือ A380 ลำเบิ้มก็เลยขอแชะไว้เป็นที่ระทึกซะหน่อย


วันนี้แค่นี้ก่อน....ขี้เกียจแล้ว กูจะไปนอนสูดขี้มูกอ่ะค่ะ....ไม่สบายต้องพักผ่อน จะได้มีแรงแร่ด

ป.ล. คราวนี้ภาษาหยาบคายน้อยกว่าที่คิดแฮะ...สงสัยไม่สบายจนนึกคำหยาบไม่ค่อยออก ไว้คราวหน้าปกติดีแล้วคงคืนสู่สภาพเดิมเองแหล่ะน่ะ....

B U T T E R F L Y

Saturday, August 12, 2006

หม่องเสี่ยวเหงียน (Episode II) VS แอร์กี่

แหะ แหะ ช่วงนี้ขยันอัพบล็อค มันออกอาการอยากก็ตะบี้ตะบันอัพ แต่ช่วงไหนเหนื่อยๆ เซ็งๆ ก็ขี้เกียจไม่มีแรงบันดาลใจ จะเขียนอะไรมันก็ไม่พรั่งพรู ช่วงนี้กูกำลังสับสนอลหม่านเพราะต้องหาที่ซุกตูดที่ใหม่ เมื่อวันก่อน (วันไหนไม่รู้จำไม่ได้) ไปทำสวยให้หมอยิงเลเซอร์ทำลายความอัปลักษณ์บนใบหน้าที่โรงพยาบาลรามคำแหง ก็เลยถือโอกาสไปเซอร์เวย์ที่อยู่ด้วย (ไอ้สนามบินใหม่นี่ทำชีวิตกูวุ่นวายดีนะ….) จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ถึงกับถูกใจใช่เลยซะทีเดียว ที่นี่ดีอย่างหนึ่ง แต่ขาดอีกอย่าง อีกที่ได้อีกอย่างแต่ก็ขาดที่ไอ้ที่เก่ามันมี…เฮ้อ…พิมพ์ไปกูก็เหนื่อยไปนะเนี่ย ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี…พอๆๆ เข้าเรื่องดีกว่า ปวดกบาล

ไฟลท์ (ที่ถือว่า) ใหญ่ล่าสุดที่ไปมานี้เป็นไฟลท์ที่มันวกกลับมาหากูเป็นหนที่สองแล้ว มิใช่ใครอื่นใด หม่องเสี่ยวเหงียน ของกูนั่นเองค่ะ แฮ่ๆ….ฟังดูน่าเหนื่อยอีกแล้ว จากที่กูเคยมาบ่นไปเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ก็ชอบเพราะได้ตังค์เยอะอ่ะนะ ช่วงนี้ต้องปากกัดตีนถีบกันนิดหนึ่ง มีอะไรมาให้บินเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องกัดฟัน เอาวะ…เพื่อคอนโดในฝันของกู T_T ในแง่การทำงาน และผู้โดยสารไม่มีอะไรมาก พอหยวนๆ กวนตีนกันบ้างพอหวานกรอบ แต่กูแค่อยากระบายความเหนื่อยทีไปผจญที่ขอนแก่นลงบล็อคนี้ก็เท่านั้นเองค่ะ….คือ…เรื่องมันมีอยู่ว่า ไฟลท์นี้กูได้ไปกับสจ๊วตเทรนนีที่ใหม่กว่ากูหลายช่วงเดือนนักหน้าตาละม้ายคล้าย จัสติน ทิมเบอร์เลค อดีตบอยด์แบนที่ผันตัวเองมาร้องเดี่ยว เต้นเยี่ยวราดแห่งเมืองลุงแซม ….โอ้…หน้าตาอินเตอร์นะเนี่ย แต่กูว่ามันเป็นฝรั่งหน้าหักออกแนวที่ราบสูงไปหน่อยอ่ะ(แฟนจัสตินโปรดอย่าด่ากู…) แล้วคุณโก้(ชื่อมัน)ก็ออกแนวว่าจะเป็นยีนด้อยของพี่จัสตินไปซักหน่อย…ฮ่าๆๆ (ว่าไปนั่น)
อ่ะ…กลับมาที่คุณโก้กันต่อ คือ หลายคนคงคิดนะว่าไอ้คนคนนี้มันต้องมีอะไรที่ทำให้กูถึงขนาดต้องเอามันมาเป็นพระเอกประจำบล็อคเลยนะเนี่ย ก็ไอ้บ้าเนี่ยทำกูเหนื่อยจนอยากจะร้องไห้น่ะสิ ไม่ใช่เพราะว่ามันทำงานไม่ดีหรืออะไรหรอก คนอย่างกูไม่เคยจิกเพื่อนร่วมงานอยู่แล้วล่ะ(หรือเปล่าวะ) ปกติไฟลท์นี้น่ะมันต้องตื่นเช้าถึงเช้ามากๆเพราะว่าต้องบินย่างกุ้งไปกลับก่อนแล้วค่อยมาต่อจาก BKK ไป ขอนแก่น สรุปรวมว่าบินสามแลนด์ต่อ 1 วัน แล้วไฟลท์หม่องเนี่ย ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามันค่อนข้างยุ่งพอสมควร ไฟลท์ทามแค่ชั่วโมงเดียวแต่เสริ์ฟอาหารร้อนมีที่ไหน ไอ้คนทำก็วุ่นวายวกวนกันไป ผู้โดยสารก็ขอนั่นขอนี่ประดุจดั่งกำลังนั่งเครื่องไปนิวยอร์ก เพราะฉะนั้น เวลาต้องทำไปขอนแก่นต่ออีก 1 แลนด์ พี่ๆเค้ามักจะแยกย้ายกันไปนอน ใครอยากเที่ยวก็ค่อยออกมาตอนเย็น แต่ไฟลท์เรางวดนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนรวมทั้งพี่ๆนักบินก็พร้อมใจกันออกไปกินส้มตำ โดยที่กูก็ปฏิเสธไม่ได้ทั้งที่ในใจนี่จะตายห่าอยู่แล้ว เมื่อคืนกูนอนไปแค่สามชั่วโมง แหกขี้ตาตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวไปเช็คอินประมาณ 6 โมงเช้า บินหัวฟูสามแลนด์ อีกทั้งช่วงนี้กูเพิ่งเริ่มเต้น แอร์โร บ็อกซิ่ง ส่งผลให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปทั้งตัว ดังนั้นก็เลยคิดว่า เอาวะ….ไปกินส้มตำพอไม่ให้น่าเกลียดแล้วกลับมานอนก็ยังไม่สาย ว่าแล้วก็เฮโลกันไป จนกระทั่งกลับมาที่โรงแรม ไอ้คุณโก้ก็มาสะกิดกูบอกว่า ไปนอนก่อนเดี๋ยวประมาณ 1 ทุ่มมาเจอกันข้างล่างนะ ….กูแบบว่าทำหน้าเอ๋อไปเลย คือไอ้ตอนอยู่บนไฟลท์อ่ะมันพูดมาตลอดทางว่าอยากไปเที่ยว ขอนแก่นมีที่ไหนเที่ยวบ้าง พี่คนอื่นไม่มีใครตอบสนองหรือรับปากว่าจะพามันไปเที่ยว คนสุดท้ายที่มันนึกถึงก็คือ..กู..ไงคะ…เฮ้ออ…พิมพ์อีกก็เหนื่อยอีก สุดท้ายก็ต้องไป พากันไปเดินตลาดโต้รุ่ง(ซึ่งจะโต้หรือเปล่าไม่รู้) ไปเดินห้างแฟรี่ (ที่ดีที่สุดในขอนแก่นแล้ว) กลับมาโรงแรมประมาณเกือบสามทุ่ม …. กูทั้งปวดทั้งเมื่อยไปทั้งตัว เอาล่ะคราวนี้กูจะได้อาบน้ำนอนแล้วโว้ยยย แอบดีใจอยู่คนเดียว แต่แล้วไอ้คุณโก้ก็มาสะกิดกูอีก เออ…เดี๋ยว 4 ทุ่มเจอกันข้างล่างเหมือนเดิมนะ จะเปลี่ยนชุดไปเที่ยวกลางคืน….เห้ยยย!!!!….อะไรของมึงเนี่ย….นี่ยังไม่เหนื่อยอีกเหรอ มึงยังมีแรงไปเที่ยวผับต่อได้อีกเหรอ….กูอยากจะบ้าตายค่ะ….พี่คนอื่นๆเค้านอนตีพุงอยู่ห้องกันหมดแล้ว ไอ้ครั้นจะปล่อยมันไปคนเดียวมันก็ไม่รู้อีก กลับขึ้นห้องเอาหน้าซุกหมอนประมาณสี่สิบนาที ลากสังขารลงมา แล้วขอบอกว่ากูแต่งตัวเสี่ยวมาก คือ กะว่าไม่ได้มาเที่ยวอะไรมากมาย เสื้อยืดกระโปรงบานๆสีม่วงแนวปาล์มมี่ กับรองเท้าแตะลายดอกไม้ คิดดู …แต่งตัวงี้เข้าผับ!! ส่วนอีโก้…เสื้อโปโลกางเกงตัวใหญ่แนวฮิปฮอปรองเท้าผ้าใบเต็มยศ กูเริ่มพารานอยด์ลงมารอมันที่ล็อบบี้ บอกมันว่ากูเหนื่อยมาก ปวดทั้งตัวด้วย มันก็คะยั้นคะยอบอกว่า ถ้ากูไม่พาไปแล้วมันจะไปกับใคร พี่สจ๊วตที่มาด้วยกันมันโทร.ไปหาเค้าที่ห้อง เผอิญพี่เค้าไม่สบาย สุดท้ายก็เหลือกันอยู่สองคนดังเดิม กูสงสารมันก็เลย…เอาวะ….ไปก็ไป มันบอกว่าอยากไปยูบาร์ซึ่งต้องเดินเลาะไปทางหลังโรงแรม กูบอกมันว่าถ้าจะเอาผับทีเปิดเพลงมันส์ๆ ไม่แนะนำยูบาร์ มันก็ไม่เชื่อกู บอกว่าลองไปก่อน กูก็เลยพาไปด้วยสมองอันน้อยนิดที่พอจะจำทางได้ พอไปถึงหย่อนตูดลงนั่งดูดบัคคาดี้ไป 1 ขวดแล้วก็กลับ … เป็นไงล่ะมึง…กูบอกมึงแล้ว ที่นี่มันไม่ตื๊ดต๊าด มันก็เลยลากกูกลับไปที่ผับใต้โรงแรมที่กูก็บอกมันไว้แต่แรกแล้วว่า เพลงมันส์กว่าเยอะ คือ…เขียนๆไปแล้วนึกภาพเหมือนผู้ใหญ่พาเด็กมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาอ่ะ หน้าตาคนละอารมณ์ คนหนึ่งหน้าหงิกงอแบบคนเบื่อโลกมากมายส่วนอีกคนนี่หน้าบานพร้อมออกสเต็ปเต้นกันตลอดเวลา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ….พอเข้าไปสั่งดริ๊งกันมา กูก็ซดบัคคาดี้ กับเบียร์อีก 1 ขวด ส่วนมัน…ไอ้คุณโก้ โค้กขวดเดียว ….แต่….เต้นระเบิดประหนึ่งว่ากูเมา กูนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นฟังเพลงดูคนเต้นบนเวที คือ..ที่ผับนี้จะมีวงขึ้นเล่นบนเวทีแล้วมีแดนเซอร์ กับนักร้อง (ที่ลิปซิงค์) สาวๆ หุ่นดีๆ แต่งตัวโป๊ๆขึ้นมาแสดงสลับกับเปิดแผ่นเป็นช่วงๆ บรรยากาศคึกคักขนาดไหนคงพอนึกออกแต่…กู…จะหลับคาโต๊ะแล้ว บอกแล้วว่าความเหนื่อยที่มันสะสมมาทั้งวัน ต่อให้มีแสงเสียงมากระชากลูกกะตาแยงรูหูขนาดไหนก็ไม่สามารถทำให้กูตื่นได้ คิดดูเถอะ…กูนั่งชายตามองดูไอ้คุณโก้เต้นด้วยความเมามันส์อยู่อย่างนั้นประมาณ สองชั่วโมง จนกูสุดทนบอกว่า…เที่ยงคืนครึ่งกลับขึ้นห้องนะมึง….มันก็รับปาก แต่ขอให้ดีเจเปิด มายหำ…เอ้ยย ….มายฮัม ของ The Black Eyed Peas ก่อนถึงจะกลับ แต่แม่งเพลงแล้วเพลงเล่าดีเจแม่งก็ยังไม่ยอมเปิด มาเปิดอีกทีก็โน่น…เอาไปเล่นสดบนเวทีเกือบช่วงท้ายๆ สรุปแล้ว…ขึ้นห้อง ตี 1 พอดีเป๊ะ….แล้วมันจะต่างอะไร ในเมื่อมันไม่ได้ช่วยให้กูได้นอนเร็วเลย…ไอ้คุณโก้บอกกูว่าขอบใจกูมากมาย มันสนุกมากๆ (ตรงไหน…เต้นมันส์อยู่คนเดียวเนี่ยนะ) …..

สรุปว่าเป็นอะไรที่เหนื่อยที่สุด ล้าที่สุด ยิ่งกว่าทำงานบนไฟลท์อีก คราวหลังถ้าได้ไปไฟลท์เที่ยวแบบนี้กับไอ้นี่อีก…กูคงต้องนอนตุนมาประมาณ 8-10 ชั่วโมง แต่ก็เอาเถอะ ดูท่าทางมันมีความสุขมาก มันบอกว่า กูเป็นคนลุยๆมันส์ๆดี ไปกับเพื่อนแบบนี้ไม่น่าเบื่อ มันเองก็บินกับแอร์รุ่นเดียวกันมาหลายคน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยขาลุยแบบกู มันก็เลยรู้สึกว่าสนุกว่าไฟลท์ก่อนๆ….เอาเหอะ ยังไงก็ได้ใจเพื่อนมาอีก 1 อย่างน้อยอะไรที่มันแย่ๆ มันก็แฝงไว้ด้วยอะไรดีๆอยู่เสมอ ….. ลองสังเกตดีๆ ถ้าใครเจอเรื่องหรือปัญหาที่คิดว่าแย่ ลองมองหรือหาในอีกด้านหนึ่งว่าในความแย่นั้นมันก็อาจจะให้ประโยชน์อะไรเล็กๆน้อยๆกับคุณได้เช่นกัน…
อ่าว….แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ แอร์กี่ล่ะ….จริงๆก็ไม่ได้เกี่ยวหรอก เพียงแต่อยากบอกเล่าเรื่องนี้เข้าไปด้วย กูเลยเหมารวมไปเลยทีเดียว ขี้เกียจไง….ตั้งหัวเรื่องให้มันน่าติดตามไปงั้นเอง 555 ก็คือว่า…ตอนนี้กำลังติดงอมแงมกับงานเขียนบรรลือพันทิปที่ตอนนี้มีคนเข้าไปอ่านกระทู้ของเจ๊แกมากที่สุด เป็นคำที่มีคนค้นหามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของเว็ปพันทิป คือลักษณะของเจ๊แอร์กี่คนนี้จะเป็นเหมือนการเอาซีรี่ส์มาฉายให้ดูกันเป็นตอนๆ จบตรงไหนก็จะมีการให้ติดตามตอนต่อไปไรประมาณนี้นะ คือ…ปกติก็ไม่ค่อยจะไอ้อ่านเรื่องของคนอื่นมากนัก…(นอกจากไดอารี่หรือบล็อคเพื่อนๆ) แต่ด้วยความที่เจ๊แอร์กี่ผู้นี้เคย(หรืออาจจะยัง)เป็นแอร์อยู่ที่สายการบินแห่งชาติที่เดียวกับกูนี่เอง(ถ้านับอายุได้คงจะเป็นแม่กูได้แล้วแหล่ะค่ะ) ทำให้กูมีความรู้สึกสนอกสนใจในตัวเจ๊แกเป็นพิเศษ ก็แหม….เล่นมาแฉชีวิตตัวเองสมัยตั้งแต่ยังเป็นแอร์รุ่นสาวแถมยังสวยชนิดที่มีนักบินมารุมทึ้ง….เอ้ยย…รุมจีบ แฉด้านมืดบางมุมของคนที่ทำอาชีพนี้ สังคมในแง่ต่างๆจากประสบการณ์ของเจ๊แกโดยตรง(คือจริงๆคนดีมันก็มีนะคะ ใช่ว่าจะเหี้ยกันหมด) จนบางครั้ง กูอ่านๆไปกูนึกว่าเรื่องแต่ง แต่เจ้าตัวเค้ายืนยันนั่งยันตีลังกายันว่านี่นะ…เรื่องจริงของชีวิตเจ๊เลย….โอยย…แม่เจ้าประคุณรุนช่อง ชีวิตอะไรมันจะบัดซบได้ถึงเพียงนี้ เป็นคนที่โชคดีเกิดมาหน้าตาสวยมีแต่คนรุม แต่ขอโทษ…ถ้าให้กูสวยแบบเจ๊แต่มีกรรมอย่างเจ๊ กูขอขี้เหร่แบบนี้ต่อไปดีกว่าค่ะ

ณ ตอนที่อัพบล็อคอยู่นี่เจ๊แกก็ปั่นชีวิตรันทดแกมาได้ถึงตอนที่ 9 แล้ว และคิดว่ามันคงไม่จบในเร็วๆนี้แน่ เพราะแกมักจะมีอะไรทิ้งไว้ให้คนอ่านติดตามเสมอ กูรู้สึกเมามันส์ในการอ่านเรื่องของเจ๊มาก เพราะเจ๊แกเขียนเก่งดี น่าติดตามไปซะทุกตอน และยังได้เรียนรู้ว่าคนเหี้ยๆที่มันยังแฝงตัวไว้ในคราบของผู้ดีนั้นมีอยู่มากในสังคม และที่สำคัญ ไอ้ชีวิตเหียกเหี้ยๆที่คิดว่ามันเห่ยซะจนอยากฆ่าตัวตายน่ะมันก็ทำให้คนคนหนึ่งเข้มแข็งและเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตให้ดีขึ้นได้ บอกแล้วไงว่า ในความเหี้ยนั้นมันก็มักจะแฝงไปด้วยอะไรดีๆเสมอแหล่ะ อยู่ที่ว่าจะมองมันออกและหามันเจอหรือเปล่าเท่านั้นเอง นี่กูมาโปรโมตกันตรงๆเลยนะ ใครหลงมาอ่านก็ตามไปที่เว็ปพันทิปเลยละกัน ลิ้งค์เลิ้งไม่ทำให้ล่ะขี้เกียจ ไป search เอาที่หน้าเว็บนั่นแหล่ะว่า “แอร์กี่” รับรองว่ากระทู้ขึ้นพรึ่บ!!! ให้ตามอ่านกันตั้งแต่ตอนแรก (มันจะมีประมาณ 3 หน้าให้ค้น) เผลอๆโชคดีในกระทู้ก็จะมีคนมาสงเคราะห์ทำลิงค์ให้ตามอ่านตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนล่าสุดเลย เป็นไงล่ะ…แฟนคลับเค้าหนาแน่นจริงๆ

อ้อ…วันที่กูอัพบล็อคอยู่นี่ก็อยู่ที่บ้านนอกนะ บินเสร็จเมื่อวานตอนสิบโมงเช้า ก็เลยกลับบ้านเลยมาอยู่สองคืนเต็ม พรุ่งนี้บินเย็นก็เลยว่ากลับกทม.พรุ่งนี้เช้า พอดีเป็นวันแม่ด้วยก็เลยไปขน Snack Box มาแจกน้องเด็กที่บ้าน และของขวัญให้แม่ซึ่งโคตรจะเซอร์ไพร้ส์ เป็นเซ็ตครีมบำรุงสำหรับสาววัย 50 up ของ CLARINS ราคาก็ไม่แพงมากตก 7,000 กว่าบาทเอง…แฮ่ๆ บอกราคาแม่แล้วชีเอามือทาบอก…นี่มึงซื้อมาได้ยังไงเนี่ยยย!!! เอาน่าก็ยังได้ลดไปพันกว่าบาท เพราะไปซื้อใน Duty Free ตอนไปไฟลท์ขอนแก่นแหล่ะค่ะช่วงเปลี่ยนเครื่องไปฮานอยที่ดอนเมือง ไม่ค่อยได้ให้อะไรแม่นักหรอกกูน่ะ กะอีแค่ครีมบำรุง 7,000 กว่าบาท จิ๊บๆ…อิอิ (อย่าเพิ่งหมั่นไส้อยากตบกูนะคะ)
จนแล้วจนรอดกูก็ยังไม่สามารถอัพรูปได้เลย....กูอยากจะร้องไห้เป็นรอบที่ล้านแล้ว เป็นไรมากปะเว็บ BLOGGER.COM เนี่ย จะทำกูบ้าเพราะบล็อคกูไร้สีสัน กูไม่ยอมๆๆๆๆ.....



B U T T E R F L Y


Thursday, August 03, 2006

ศิลปะยืนยาว....ชีวิตสั้น

หายหัวไปนานพอควร ปล่อยให้บล็อครกร้างว่างเปล่าแรมเดือน จริงๆแล้วก็ไม่ได้ไปตกระกำลำบากทีไหนเลย ก็ยังคงวนเวียนเป็นผีอินเตอร์เน็ตเข้ามาเช็คเมล อ่านกระทู้บ้าบอคอแตกอยู่สม่ำเสมอค่ะ แต่เนื่องด้วยย้ายห้องเพราะห้องเดิมที่อยู่เพดานมันรั่ว แล้วคอมพิวเตอร์แม่งก็อ่อนแอเหลือเกิน ขยับนิดเขยื่อนหน่อยก็ออกอาการฟกช้ำ สำออย ถึงขนาดต้องรักษาอาการด้วยการ Format แม่งใหม่ทั้งกระบิ แต่จนแล้วจนรอดก็ดูเหมือนว่าจะไม่หายขาด อินเตอร์เน็ตที่เคยใช้ได้ดีๆ ตอนอยู่ห้องเก่า มันก็ไม่เหมือนเดิม ปรึกษาหารือกับเพื่อนอุ๋ยก็สรุปกันเอาเองว่าอาจจะเป็นเพราะสายโทรศัพท์ที่ห้องใหม่มันอาจจะไม่ดีก็เป็นได้ ไอ้ครั้นจะคิดแก้ไขก็คงเสียเวลาเปล่า เพราะอีกไม่ถึงสองเดือน พวกเราก็ต้องย้ายก้นไปหาที่อยู่ใหม่(รอจังหวะซื้อคอนโดดีๆ) ที่มันเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิอันแสนโอ่อ่า บ้าพลัง ได้อย่างไม่ลำบากลำบนและไกลเกินไปนัก


เวลามันผ่านไปเร็วเหมือนกัน แป๊บๆก็ได้เรียนเครื่อง Boeing 777-200 และ 300 กันแล้ว รูทที่บินก็เพิ่มขึ้นมาบ้าง (ถึงจะไม่เท่าสจ๊วตก็ตาม) แล้วอีกแค่สองเดือนกูและผองเพื่อนก็จะเป็นไทแก่ตัวเสียที คราวนี้อยากแลกสเก็ตอยากลาป่วย ลาหยุดก็สามารถทำได้ แต่....ถ้าทำบ่อยมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่....ตัวกูเองก็ได้แต่เร่งวันเร่งคืนให้พ้นบ่วงกรรมไวๆ เสียที แต่ในอีกแง่หนึ่ง...ช่วงหลังๆมานี่ก็เริ่มได้รับความสนใจจากพี่ๆน้อยลงเนื่องจากมีน้องใหม่ไฟแรง(กว่า) ทยอยเข้ามาบินกันให้ว่อน พี่แอร์เพอร์เซอร์มักจะถามเวลาอยู่ในห้องบรีฟทุกครั้งเวลาที่ไฟลท์นั้นมีแอร์สจ๊วตเทรนนีสองคนขึ้นไป ว่าบินมากี่เดือนแล้ว บางไฟลท์กูก็ดูอาวุโสไปเลยเพราะบินมา 4 เดือนในขณะที่เทรนนีอีกสองคนบินมาสามอาทิตย์ อีกคน....สามไฟลท์ ไรเงี้ยะ....ก็เลยดูเหมือนว่าจะมาสนใจอีนี่ทำไม สู้น้องใหม่ๆเอ๊าะๆกว่าไม่ได้ เหอเหอ....เก่าเร็วดีเนอะกูนี่

ช่วงเดือนที่แล้วไปทำบุญถวายสังคทานให้พลับที่วัดกล้วย จ.อยุธยา ไปกับครีมแล้วก็อุ๋ย รู้สึกติดใจ ช่วงปลายเดือนเลยชวนผองเพื่อนที่ว่างตรงกันไปตะลุยกรุงเก่ากันอีกรอบ สนุกสนานดี ไปกันหลายๆคน ได้ทั้งไปเที่ยวได้ทั้งไป ทำบุญ (ช่วงนี้กูทำบุญเยอะ) ก็เลยสบายใจหน้าตาอิ่มบุญกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกู หน้าอิ่ม จริงๆ เพราะอ้วน พยายามจะปฏิวัติตัวเองอยู่ค่ะ รู้สึกอึดอัดรันทดใจมากมายเพราะยูนิฟอร์มมันเริ่มคับแล้ว ต้องขุดของใหม่มาใส่ทั้งที่ก็ยังได้ไม่ครบ (ยืมอุ๋ย) เฮ้อออ....กูเบื่อตัวเองค่ะ ไม่มีอะไรดีซักอย่าง



อารัมภบทมาสามย่อหน้า เข้าเรื่องเลยละกัน (สันดานงี้อีกแล้ว ตั้งชื่อเรื่องไว้ไม่เคยตรงกับที่เขียนเล้ย) บล็อคนี้ขอย้อนเวลาไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเป็นความตั้งใจที่มันผุดขึ้นมาเมื่อวันที่ 29 เดือนที่แล้ว ได้ไปงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัย บางคนอาจจะนึก มึงยังเหลือน้องอยู่อีกเหรอ จบมาเกือบสามปีแล้วนะ คำตอบคือ...เหลือค่ะ....อย่างน้อยก็แก๊งถาปัด แล้วก็เพื่อนที่ตกๆหล่นๆอีกประปราย ทับแก้วเปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ คือ มันมีอะไรต่อเติมเสริมแต่งเข้ามามากขึ้น กูก็ไม่เข้าใจค่ะ ตั้งแต่มัธยมมาแล้ว พอออกจากที่ไหนที่นั่นต้องพัฒนา เหมือนกับมหาวิทยาลัยนั่นแหล่ะค่ะ พอกูจบปุ๊บ มันก็พัฒนาทันที *-*! แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือตัวเหี้ยที่ยั้วะเยี้ยะไปมาไม่เคยจากไปไหนเลย....แหะแหะ ก็ดีค่ะ เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครดี นึกถึงทับแก้วก็ต้องนึกถึง ตัวเหี้ย .... ถ้าจะทำให้มันน่ารักขึ้นมานิดหนึ่งก็เรียกมันว่า ตุ๊ดตู่ แล้วกันค่ะ ... แต่กูว่า ตัวเหี้ยเนี่ยแหล่ะ สะใจดี ฟังดูไม่ fake ดีด้วย กลับมาว่ากันที่งานรับปริญญาต่อ กูแหกขี้ตาไปแต่เช้าเลยค่ะ เพราะวันต่อไปมีบินไปบาหลีแต่เช้า ก็เลยกะว่าไปหาน้องตอนช่วงเช้า พอเข้าหอประชุมกันประมาณ 11 โมงก็คงกลับเลย ได้เจอพี่ๆเพื่อนๆที่คณะและต่างคณะเยอะแยะมากมาย คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอเหมือนกันเพราะไม่คิดว่าจะมีใครมา แล้วก็อยู่กับเหล่าสโมที่รู้สึกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่กันมากขึ้นจริงๆ แต่ความสนุกมันก็ไม่ได้ลดลงไปหรอกนะ เดินๆไปตามทาง ข้ามสะพานสระแก้ว เห็นโรงละคร A4 แล้วก็อยากจะย้อนเวลากลับไปช่วงที่เรียนอีก มันสนุก ผูกพัน และรู้สึกว่ามีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ทำให้นึกถึงมหาวิทยาลัยของเราที่มันเต็มไปด้วยศิลปะสมชื่อจริงๆ อีกทั้งยังทำให้กูได้นึกย้อนไปว่า ที่นี่ทำให้กูรู้สึกว่า ศิลปะ มันเป็นสิ่งที่กูบูชา เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวกูแต่กูก็ไม่สามารถแสดงมันออกมาได้มากสมัยเรียนมัธยมยังได้มีโอกาสเจอพี่และเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาหลายคนมาก ทั้งสโมสรนักศึกษา (ที่ยังไงก็ต้องเจออยู่แล้ว) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่โบจัง รุ่นพี่คนแรกที่เดินเข้ามาหากูตอนเรียนวิชาภาษาไทยหลังจากจบคลาสแล้วบอกว่า “น้องสนใจจะเล่นละครเวทีให้พี่มั้ย” นั่นเป็นวินาทีแรกที่ทำให้กูเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Production เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการแสดง และทำให้กูได้เล่นละครเวทีของคณะอีกหลายเรื่อง (ไม่เชื่อล่ะสิ หน้าอย่างกูเล่นละครกับเค้าก็เป็นนะ....แฮ่ๆๆ) พี่โบจังเป็นทอมคนแรกที่กูให้ความเคารพนับถือ เพราะปกติแล้วกูจะรังเกียจทอมมากๆ คือไม่ต้องมาทำอะไรให้กูเจ็บช้ำน้ำใจหรอก กูจะตั้งแง่เกลียดไว้ก่อน....เป็นไงล่ะ นิสัยสันดานกูเมื่อก่อนนี้เป็นงี้จริงๆ แต่พอได้มาคลุกคลี ได้เห็นในนิสัยใจคอ ความมีน้ำใจ เป็นห่วงน้องเสมอๆแล้ว ก็ทำให้กูอดที่จะรักพี่สาวคนนี้ไม่ได้ หลังจากเจอพี่โบ ก็มาเจอ กล้า ซึ่งก็เป็นพระเอกคนแรกของกูเช่นกัน 5555....เขินวุ้ย เป็นการบอกนัยๆว่ากูเนี่ยเล่นละครเป็นนางเอกนะเฟ้ยย.... ก็เล่นละครให้พี่โบจังเนี่ยแหล่ะ แต่บางคนอาจจะนึกนะว่าคงเป็นรักโรแมนติกไรเงี้ยะ แต่มิใช่เลย ละครพี่โบนี่ปรัชญาเหี้ยๆ โรคจิตกันทั้งเรื่อง กูจำได้ว่ากูเล่นไปกูก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวละครนักหรอก ว่าแท้จริงแล้วมันต้องการอะไร แต่กูก็พยายามที่จะเป็น อีฟ หญิงสาวที่ต้องอยู่กับสามีที่มีอาการทางจิต(ที่คนภายนอกมองเข้ามาว่าเขาบ้า) แล้วมันก็ผ่านไปได้ด้วยดีกับละครเรื่องนั้น กูบอกแล้วว่าที่นี่ทำให้ชีวิตกูผูกพันกับศิลปะจริงๆ ศิลปะหลายแขนงด้วย



เมื่อมองไปข้างๆโรงละคร A4 ก็จะเป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้ใหญ่ติดกับศาลาและสระแก้ว ก็ทำให้กูนึกถึงบรรยากาศที่มีงาน SMA หรือ Silpakorn Music Awards ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปี ช่วงปลายปี หลังลอยกระทง นึกถึงตอนที่กูคิดตั้งวง (ไม่ใช่เล่นไพ่) ก็เนื่องมาจาก โปรดักชั่นละครเรื่องที่สองเนี่ยแหล่ะค่ะ ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับรุ่นน้องต่างคณะ มากขึ้น ได้เจอ เจ้าแยม ที่บังเอิ๊นน....บังเอิญ เสือกเล่นกีตาร์เพลงโปรดที่กูชอบร้องประสานเสียงกับเพื่อนซี้ที่ชื่อองุ่น นั่นก็เลยทำให้ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรีอะคูสติกขึ้นมากับพลพรรคเจ้าแยมอีกสองคนแล้วส่งเข้าประกวด ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้จะไม่ได้รางวัลแต่ก็เข้ารอบชิงนะยะ...... จนกระทั่งอยู่ปี 4 ตั้งตนเป็นใหญ่ เป็นทีมจัดงาน SMA เสียเอง ก็ส่งวงตัวเองเข้าประกวดอีก คราวนี้ได้นักร้องดูโอคนใหม่เป็นรุ่นพี่รุ่นดึกต่างคณะ แต่ร้องเพลงกระชากใจสาวมากมาย(ถ้าไม่มองหน้า) พร้อมกับมือเกลากีตาร์คนใหม่อีก 1 คนเช่นกันซึ่งเหมือนเกย์มากกกกก.....แต่ฝีมือนี่จัดจ้านไม่ใช่เล่น วงของเรามีการพัฒนาไปได้ดีพอสมควร คราวนี้เข้ารอบชิงแล้วได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด้วย....ดีใจมากมาย .... เอ๊ะ .... มึงเส้นหรือเปล่า....อันนี้คิดว่าไม่นะเพราะกรรมการเป็นอาจารย์นะเว่ยยย.....



หลังจากได้ผ่านการทำงานด้านศิลปะการแสดงก็แล้ว ศิลปะทางดนตรีก็แล้ว คราวนี้ก็เป็นศิลปะที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่กูชอบมากที่สุด นั่นก็คือ ศิลปะการวาดภาพ บางคนถามกูว่า จบอักษร เอกอะไร โทอะไร กูก็จะตอบว่า เอกอิ๊ง โทรทัศนศิลป์ คนฟังก็จะ ทำหน้าเป็นหมางงเล็กน้อย ว่า....ไอ้วิชาโทของมึงนี่คืออะไรหรือ....ใครที่เก่งภาษาไทยก็อาจจะรู้ว่ามันคืออะไร เพราะคำว่า ทัศน คือ การที่มองเห็นได้ มารวมกับคำว่าศิลป์ ก็คือ ศิลปะ ก็จะเป็น ศิลปะที่มองเห็นได้ (ประมาณเนี้ยนะ ผิดถูกยังไงกูขออภัยคนเก่งภาษาไทยไว้ตรงนี้เลย) กูเลือกเรียนวิชาโทสาขานี้ก็เพราะกูไม่อยากเครียด เอกภาษาอังกฤษมันหนักอยู่แล้ว ถ้ากูเรียนโทที่มันทำให้เครียดกว่าเก่า ก็อย่าเลยดีกว่า การวาดรูปเป็นสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว ถ้าเรียนในสิ่งที่ชอบมันก็ทำให้เรียนดี....และมีแรงกระตุ้นให้อยากเรียนด้วย ว่าแล้วก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำเสียที ชีวิตนี้ไม่เคยได้มีโอกาสเพ้นรูปบนผ้าใบก็ได้ทำเพราะเรียนวิชานี้นี่แหล่ะ ช่วงปีสุดท้ายได้ทำเยอะหน่อย แต่ก็ได้รูปคืนมาแค่สองรูป นอกนั้น อาจารย์อุ๊บอิ๊บ กะว่าจะไปทวงคืนแต่กลัวโดนเนียน เอาเหอะ งานเหียกๆ ให้น้องดูเป็นตัวอย่าง แต่แอบเสียดาย มีอยู่ชิ้นหนึ่ง ชอบมาก คือคนวาดพอใจมาก อาจารย์ก็เสือกชอบอีก แก่งแย่งกันสิทีนี้ อยากไปเอาคืนมากๆ แต่วันที่ไปงานรับปริญญา อาจารย์ไม่อยู่อีก ฝากไว้ก่อนก็ได้ค่ะ....T_T ถ้าไปแก่งแย่งตบตีมาได้จะถ่ายรูปมาให้คนที่เข้ามาอ่านดูนะ แล้วช่วยวิพากย์วิจารณ์ด้วยว่างานเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้กูไม่สามารถโหลดภาพอะไรได้เลยค่ะ ..... กำลังงงกับมันอยู่ว่าตกลงมันเป็นที่อินเตอร์เน็ตที่ไม่ดีหรือว่าเป็นที่บล็อคมันเองกันแน่....ใจจริงอยากใส่รูปอ่ะ....ถ้าบล็อคกูขาดรูปมันก็เหมือนกับขี้แล้วไม่ได้กดส้วมอ่ะค่ะ ทำไงดีๆ กูอยากโพสต์รูปโว้ยยย.....กูไม่ยอมๆๆๆๆๆ



วันเวลาแห่งความสุขมันมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ กลับไปมหาวิทยาลัยคราวนี้เหมือนแค่แว่บไปแป๊บเดียว วันต่อมากลับมาอยู่บนเครื่องบินอีกแล้วอ่ะ ในชีวิตเราทุกวันผ่านไปมันแค่ช่วงสั้นๆนิดเดียว ผิดกับศิลปะนะ ที่เมื่อเราย้อนกลับไปมองมันกี่ทีๆ มันเหมือนสะกดเราให้หยุดนิ่งอยู่ได้เป็นเวลานานๆ กับภาพวาด งานปั้นหรือสถาปัตยกรรมอะไรก็ได้ ทุกอย่างมีความทรงจำฝังไว้ กับเสียงเพลงหรือละครเวทีซักเรื่อง ก็เช่นกัน ทุกอย่างมีความทรงจำ มันอยู่กับคนที่เสพ มันเป็นสิ่งทิ่ติดตาตรึงใจ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่กูจะขึ้นหัวเรื่องตามคำกล่าวของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ว่า ศิลปะยืนยาว....ชีวิตสั้น จริงไหม? ไปคิดเอาเองละกัน .......


ป.ล. เสือกไปเจอผู้ชายที่แอบชอบสมัยเรียนด้วยอ่ะ(คนที่พวกมึงบางคนก็รู้ว่าเป็นใคร อิอิ) แต่แบบว่าหันไปเห็นประมาณสามวินาที หลังจากนั้นเขาก็หายไปเลย......เนี่ยแหล่ะหนา ที่ว่า ดวงคนมันจะไม่ได้คู่กัน ชอบเค้าขนาดไหนก็ไม่มีทางมาเจอกันได้หรอก...ขึ้นคานกันต่อไป...*-*

B U T T E R F L Y




Saturday, June 03, 2006

ตลกไม่ออก


ขอไว้อาลัยให้กับเพื่อนผู้จากไป…..

พลับ...ขอให้แกไปในที่ที่มีแต่ความสุข ไม่ต้องมีเรื่องให้คิดให้กังวลอีกต่อไป
อยากให้แกรู้ว่าเพื่อนคนนี้จะคิดถึงแกตลอดไป ไม่ว่าชีวิตต่อไปจะเป็นอย่างไร
ชั้นจะจำวันเวลาที่ดีๆ ที่ได้รู้จักกับแก คำพูดที่แกให้คำปรึกษาชั้น คำปลอบใจเวลาชั้นรู้สึกท้อแท้
รวมทั้งความเป็นห่วงเป็นใยที่แกมีให้เสมอมา อีกทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่แกช่วยเหลือชั้นมาตลอด
ไม่ว่าชั้นจะขอให้แกช่วยอะไร แกก็ไม่เคยปฏิเสธชั้นเลยซักครั้ง ชั้นจะไม่มีวันลืม...ไม่มีวันลบแกออกไปจากใจชั้นเลย
.................หลับให้สบายนะ........................



ขึ้นต้นก็เริ่มหดหู่ซะแล้ว...มันก็จริงค่ะ ชีวิตช่วงนี้กูมีแต่เรื่องหดหู่ ทั้งเรื่องเพื่อนที่จากไป แล้วยังจะเรื่องสุขภาพของตัวเองอีก
คือจากที่เคยบ่นว่าเป็นหวัดนาน มันก็เลยลามให้กูเป็นไซนัสซะอย่างนั้น
เพราะกูเป็นไซนัสแล้วไปบินมันก็เริ่มส่งผลมาที่หูของกู
ตอนนี้สภาพกูก็คือ หูอื้อตลอดศก กลัวและกลุ้มใจ จนบางครั้งอยากจะ
ร้องไห้ ไปหาหมอ หมอก็เสือกบอกกูกว่ากูยังบินได้ หูกูแค่บวมไม่มีเลือดออก ให้ยามากิน
แล้วก็ยาพ่นจมูก แต่เข้าใจมั้ยคะหมอ...ว่ากูรำคาญ แล้วหูกูบวมเนี่ย
มันน่าจะมีโอกาสมีเลือดออกไม่ใช่หรือคะ...แล้วยังจะทู่ซี้ให้กูบินอีกเหรอคะ
กูอยากพักค่ะ ได้ยินไหม เอาใบรับรองแพทย์มาให้กูเดี๋ยวนี้เลย....ถ้าหมอไม่ออกให้
หมอต้องตายค่ะ!!!! แหะแหะ เป็นสิ่งที่กูคิดไว้ในอีกสองวันข้างหน้า กูจะคอยดูว่าหลังจากกู
ไปบินเชียงใหม่ 4 แลนด์และกรุงเทพ เซี้ยะเหมินแล้ว กลับมาหูกูยัง
ไม่ดีขึ้น กูคงต้องจี้เอาใบรับรองแพทย์มาแล้วแหล่ะค่ะ ไม่ไหวจริงๆค่ะ
สุขภาพของคนเป็นลูกเรือมันต้องดูแลกันเป็นพิเศษหน่อย หากว่าปล่อยไว้ตั้งแต่ตอนนี้ฝืนไป
บินเพราะเห็นแก่เงินไม่กี่พันบาทแล้วต้องมาแลกกับสุขภาพที่อาจจะทำให้เราต้องหยุดงานเป็นเดือนๆมันก็คงไม่คุ้มหรอกนะ


กลุ้มเรื่องหูตัวเองเสร็จก็มาเจอข่าวร้ายอีก คือเมื่อครั้งที่ไปบิน กรุงเทพ ฟูกูโอกะ อันเป็นไฟลท์ในฝันของใครหลายๆคน
และมักจะนำมาบอกเล่าเก้าสิบ ซึ่งกูเองก็คิด
ไว้ว่ากลับมาจากไฟลท์นี้จะเอารูปเอาเรื่องมาเล่ามาลง
แต่พอได้ข่าวร้ายนี้ก็กลับทำให้กูรู้สึกว่า ไม่อยาก ไม่มีอารมณ์ ไม่มีกะจิตกะใจ
ก็เพราะไฟลท์นี้แหล่ะค่ะ ที่ทำให้กูได้รู้ว่าเพื่อนที่ดีกับกูมาตลอด เพื่อนที่ค่อนข้างจะสนิท
ติดต่อพูดคุยกันอยู่เสมอต้องมาจากไปอย่างกะทันหัน จากไปแบบไม่มีวันกลับ เนื่องจากในไฟลท์นี้
เป็นไฟลท์พิเศษพอๆกับลาฮอร์เลยแหล่ะค่ะ ก็เลยมีแขกรับเชิญมาอีกตามเคย ซึ่งก็คือจะมี IM
ขึ้นมาแจมและประเมินผลเราเหล่าเทรนนี ซึ่งก็มีโอกาสได้พูดคุย
กับ IM ท่านนี้ระหว่างที่ไปนอนที่ฟูกูโอกะ ท่านถามกูว่าเคยทำงานที่ไหนมาก่อนก่อนจะมาเป็นแอร์
กูก็เล่าให้ฟังไปว่าเคยเป็นกราวด์อยู่บริษัทแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทที่จะส่ง staffไปทำงานภาคพื้นดินให้กับสายการบินต่างๆ
ซึ่งพอบอกชื่อไป ท่าน IM ก็บอกว่าเพิ่งจะมีลูกสาวของ IM ที่เป็นเพื่อนท่านนอนป่วยอยู่
โรงพยาบาลตอนนี้อาการโคม่า ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทเดียวกับกูเนี่ยแหล่ะ ไม่รู้ว่าจะรู้จักมั้ย
ซึ่งท่าน IM ก็ดันนึกชื่อเด็กคนนี้ไม่ออก บอกว่าน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับกู ซึ่งตอนนั้นกูก็ไม่ได้คิดอะไร
บริษัทเก่ากูก็คล้ายๆกับสายการบินกูเนี่ยแหล่ะค่ะ คือพนักงานมีเป็นร้อยๆพันๆ ไ
อ้ที่จะให้มารู้จักกันทั่วถึงเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไปก็คงจะยาก กูก็เลยปล่อยผ่านไปไม่ได้เอะใจอะไรแม้แต่นิดเดียว
จนกระทั่งบินกลับมาถึงกรุงเทพและพอดีกูต้องกลับ Crew Centre ก็เลยนั่งรถบัสบริษัทกลับมาพร้อมกับลูกเรือคนอื่นๆ
ระหว่างทางก็สังเกตเห็น IM คุยโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็ยังคงไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งแกวางหู
หันมาบอกกับกูว่า นึกชื่อออกแล้ว เด็กคนนั้นชื่อ พลับ....วินาทีนั้นกูแค่ตกใจแบบพอประมาณเหมือนได้ยินว่าเพื่อนป่วยทั่วๆไป
....อีกสามวินาทีต่อมาท่าน IM กระแอมนิดหนึ่งแล้วบอกว่า ตอนนี้เสียแล้ว...อยู่ที่วัด.....
แค่สิ้นคำว่าเสียแล้ว คำพูดถัดไปมันก็ fade out หายไปซะดื้อๆ เหลือไว้แต่อาการหน้ามืด งงงัน
ตอนนั้นมันตื้อไปหมด ทำอะไรไม่ถูก พยายามกดโทรศัพท์หาเพื่อนที่ยังพอติดต่อได้ ก็ไม่มีใครรับสาย
มือไม้สั่น ใจก็สั่น เดินลงมาจากรถบัสด้วยอาการเหมือนคนเลื่อนลอย แต่ถ้าสังเกตภายนอกก็ไม่ค่อยรู้หรอกค่ะ
เพราะกูก็ต้องเก็บอาการให้เป็นปกติ แต่ข้างในนั้นมันปั่นป่วนไปหมด สมองเบรอ จนกระทั่งกลับมาถึงที่พัก
ลองเข้าเอ็มเอสเอ็นดูก็บังเอิญเจอเพื่อนที่ยังทำงานอยู่ที่นี่เข้ามาออนไลน์ จึงได้รู้ว่าเพื่อนเสียแล้วจริงๆ
จากการที่พูดคุยนั้นก็พอจะรู้ว่า สมองขาดออกซิเจนไปเลี้ยงชั่วขณะ ทำให้เกิดอาการช็อคและกว่าจะถึงมือหมอมันก็แย่เกินเยียวยา
มีเพียงเครื่องช่วยหายใจที่ยังรั้งลมหายใจไว้เท่านั้น จนกระทั่งวันที่แม่ของพลับกำลังจะตัดสินใจจะเอาเครื่องช่วยหายใจออก
พลับก็จากไปเองอย่างสงบด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้มที่มุมปาก จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่ไปเห็นมา


กูอยากจะก้มหน้าร้องไห้ซบกับแป้นพิมพ์ มันไม่อยากเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้กับคนใกล้ตัวเราอีกเป็นครั้งที่สาม
หลังจากที่ย่ากับพ่อเสียไป(ซึ่งเป็นครั้งที่เสียใจที่สุด) แต่มันก็เกิดอีกจนได้
ถึงจะไม่ได้คุยกับพลับบ่อยครั้งนักหลังจากที่ลาออกจากที่เก่ามา แต่ก็ถือว่าไม่เคยขาดการติดต่อ
ยังโทร.คุยกันอยู่ ยังขอให้พลับช่วยทำนั่นทำนี่ให้ ช่วงที่บินใหม่ๆ กลับลงมายังโทร.หานัดเจอกันที่สนามบิน
นั่งคุยกันสนุกสนาน ไม่มีวี่แววว่าจะไม่สบาย เพราะพลับดูเป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บไข้อะไรอยู่แล้ว
แต่ช่วงนั้นพลับก็บอกว่าไปนอนโรงพยาบาลมาเพราะน้ำท่วมปอดและเพิ่งได้กลับมาทำงาน
พอตั้งสติได้กูก็พยายามจะรู้ว่าศพสวดที่วัดไหนอย่างไร แต่ข่าวมันก็มาช้าเหลือเกิน กูก็เลยไม่ได้ไปฟังสวดเลย
สุดท้ายเลยคุยๆกับไอ้ครีมว่าจะไปทำสังฆทานให้พลับที่วัดแถวอยุธยากันเพราะก็เป็นเพื่อนที่เข้าทำงานพร้อมกัน


หลังจากรู้ข่าวแล้ว โชคชะตามันก็เหมือนจะต้องให้อีกหลายๆคนที่ยังไม่รู้ข่าวต้องรู้ พอกลับมาจากฟูกูโอกะแล้ว
ไอ้บีที่ตอนนี้รอเทรนอยู่เกือบห้องสุดท้ายก็โทร.มาหากูจากอเมริกาทั้งๆที่ร้อยวันพันปีไม่เคยโทร.มา
นานๆทีถึงจะโทร.มาก็โทร.มาวันนั้นแหล่ะ ซึ่งบีก็เป็นเพื่อนที่เข้ามาทำงานที่บริษัทเก่านั้นพร้อมกันกับ ครีม และ พลับ
พอบีรู้ข่าวเท่านั้นแหล่ะ ไอ้เรื่องที่จะถามกูเกี่ยวกับการเทรนอะไรเลยไม่เป็นอันถามกัน เพราะทั้งตกใจเสียใจและไม่มีอารมณ์


แล้วไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลกลใดไม่ทราบเมื่อวานตอนกูไปบินบาหลีก็ดันมาตอกย้ำให้กูเศร้าอีก
เพราะช่วงที่กูกำลังบรีฟก่อนไปบินนั้น อยู่ดีๆพี่เพอร์เซอร์ก็ดันถามกูขึ้นมาว่า เคยทำงานที่ไหนมาก่อน (อีกแระ)
พอกูบอกไป ก็เหมือนตอนที่ IM ถามกูเลย พูดถึงพลับขึ้นมาอีก เพราะเพอร์เซอร์คนนี้เป็นเพื่อนกับแม่ของพลับ
ซึ่งเป็นเพอร์เซอร์เหมือนกัน เล่นเอากูบ่อน้ำตาจะแตกกลางห้องบรีฟซะอย่างนั้น พี่ๆมองกูกันใหญ่
ก็ดันมาจี้จุดกูทำไมล่ะ T_T
สรุปแล้ว ไฟลท์บาหลีไฟลท์นั้นเพอร์เซอร์ไม่มายุ่งกับกูเลยทั้งๆที่กูเป็นเทรนนีคนเดียวในไฟลท์คงเพราะเห็นกูเศร้าล่ะมั้ง
แต่เวลาทำงานก็คือทำงาน กูไม่เอามาปนกันอยู่แล้ว แต่พอกลับมากรุงเทพ
เดินลากกระเป๋าออกมามันก็ใจหาย สถานที่เดิมๆ จุดที่เคยนัดพลับมาเจอเวลาบินกลับมาแล้วรู้สึกว่ายังไม่อยากกลับบ้านมันทำให้อยากร้องไห้
แล้วต่อไปนี้กูจะโทร.หาใครล่ะเวลาเกิดอาการพารานอยด์ไม่อยากกลับบ้านเร็วขึ้นมาเวลาบินเสร็จ
จะนั่งคุยกับใครในร้านเบอร์เกอร์คิงล่ะ จะนั่งนินทาจะเม้าท์คนในแอร์พอร์ตกับใครล่ะถ้าไม่ใช่พลับน่ะ
.................มันไม่มีวันแบบนั้นอีกแล้ว..............ไม่มีแล้วจริงๆ



ขอหยุดตลกชั่วคราวนะสำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องขำๆของกู ส่วนน้องที่มาถามในเม้นว่าไม่อัพแล้วหรือ....คำตอบก็คงทราบแล้วนะคะ ไว้อัพคราวหน้าคงมีเรื่องมันส์ๆมาเล่าสู่กันฟังอีก วันนี้ขอตัวไปจัดการกับตัวเองก่อน.....สวัสดี

B U T T E R F L Y



Tuesday, May 16, 2006

อยากจะฆ่าหั่นแขก....จริงๆ


ตอนแรกว่าจะไม่อัพบล็อคจนกว่าจะได้ไปฟูกูโอกะเพราะที่ไปบินมาล่าสุดมันไม่มีอะไร(เท่าที่คิดในตอนแรก) แต่ทำไปทำมามันดูจะนานเกินไป เดี๋ยวบล็อคจะร้างซะก่อน ไอ้คำว่า ไม่มีอะไร ทำไปทำมาสุดท้ายมันก็มีจนได้ ก็กูอยากให้มันมีอ่ะ...จะทำไม กูสามารถทำให้มันมีได้ ถึงแม้คนที่หลงมาอ่านบางคนอาจจะแบบ ...อะไรของมันวะ เรื่องแค่นี้มึงก็เอามาเล่าด้วยเหรอ....ก็เออดิ ก็กูจะเขียนอ่ะ ... หนักหัวกบาลอากงมึงเหรอไง แหะแหะ...หมู่นี้รู้สึกตัวเองเถื่อนขึ้นๆทุกวัน เก็บกดมาจากการทำงานหรือเปล่าหนอ อันนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้กูเกลียดตัวเองมากเลย สิวขึ้น เป็นหวัด อ้วนกระโปรงปริ แต่งยังไงมันก็ออกมาเห่ยอยู่ดี ทำยังไงก็ไม่รุ่ง(ในเรื่องความงาม) แต่เรื่องการงานกลับเข้าร่องเข้ารอยอย่างประหลาด...

ล่าสุดไปบิน ลาฮอร์ มา หลายคนอาจจะสงสัย ไอ้ลาฮอร์นี่มันอยู่ประเทศอะไร พูดแค่ชื่อเมืองก็พอจะเดาได้เนืองๆว่าเป็นเมืองแขก ก็แน่ล่ะค่ะ .... ชีวิตแอร์จูเนียร์ หนำซ้ำพ่วงตำแหน่งเทรนนีการันตีความอึด ไฟลท์คู่ทุกข์คู่ยาก คู่เวรคู่กรรมคงหนีไม่พ้นพี่แขกตี้ของเราไปได้ และสามารถล่วงรู้ชะตากรรมว่าจะต้องเจอสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ไปอีกนานแสนนานตราบเท่าที่เรายังมีเรี่ยวแรง และไม่ลาออกจากการเป็นนางฟ้า(หน้าซาตาน)เสียก่อน มาว่ากันต่อที่เมืองลาฮอร์นี้นั้น อยู่ในประเทศปากีสถาน (บ้านเกิดไอ้บ้าที่เอามีดหั่นศพครูสาวชาวไทยไปเมื่อไม่นานนี้เอง) ที่คงไม่ต้องมานั่งสาธยายให้เมื่อยมือกูหรอกนะคะว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลก ประชากรเท่าไหร่ สถานที่ท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรมเป็นยังไง และอื่นๆๆๆๆๆ ฯลฯ เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือเที่ยวรอบโลก ไม่ใช่ตำราวิชาการ หรือ พ็อคเก็ตบุ๊กบันทึกประสบการณ์การเดินทางอันแฝงไปด้วยเกร็ดความรู้สารพัดสารพัน นี่เป็นบล็อคส่วนตัว ให้คนที่อยากอ่านเข้ามาอ่าน เขียนกันขำๆ เหมือนระบายความเคียดแค้นอัดอั้นตันใจของเจ้าของไปในตัว คิดว่าคงเข้าใจกันดีแล้ว...คราวนี้มาว่ากันถึงไฟลท์ที่ได้ไปนี้ซะก่อน ขอออกตัวว่าเป็นไฟลท์แขกค้างคืนไฟลท์แรกที่ได้บินมาตลอด 1 เดือนกว่าๆ ตามสเก็ตที่ได้มา กูต้องเสียเวลาให้ไฟลท์นี้ไปราวๆ 2 วันเศษ แต่ครอบคลุม 4 วัน เพราะออกเดินทางคืนวันศุกร์ ไปถึงและอยู่วันเสาร์เต็มๆอีก 1 วัน จากนั้นวันอาทิตย์ออกเดินทางตอนกลางคืน และมาถึงกรุงเทพตอนเช้าของวันจันทร์ ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยบินมา ตอนที่ได้สเก็ตมาก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่า ลาฮอร์ นี่ให้กูไปอยู่ตั้ง 1 วันเต็มๆ แล้วมันมีที่เที่ยวที่ไหนให้ไปบ้างหรือเปล่าวะ...ก่อนไปบินก็เที่ยวได้ถามรุ่นพี่ซีเนียร์ไปทั่วว่าไปไหนได้บ้าง ซื้ออะไรได้บ้าง สุดท้ายก็ได้รับคำตอบเดียวกันว่า โอ๊ยย...ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องไปไหนหรอกค่ะคุณน้อง มันอันตราย อยู่แต่ในโรงแรมก็คุ้มแล้วเพราะโรงแรมที่โน่นดีมากๆเลย แหม...ก็ลองไม่ดีขึ้นมาสิคะ...มีหวังกูคงได้กรีดร้องเป็นภาษาอียิปต์ตามอีบั่กจ่อยเพื่อนกูเป็นแน่

ไอ้ที่ตอนแรกคิดว่าไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น แท้จริงแล้วมันก็แค่ในแง่ที่ว่า ไปเที่ยวชมเมือง มีรูปถ่ายเก็บมาให้ดูเหมือนที่กูไปแอบอ่านบล็อคเพื่อนคนอื่นๆที่เค้าไป ดูไบ เอย ฟูกูโอกะเอย สารพัด แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตะลอนไปเห็นบ้านเมืองเค้าแบบเอาจริงเอาจัง แต่ไอ้การแค่ได้เจอผู้โดยสารเมืองเค้า นั่งรถจากแอร์พอร์ตไปโรงแรม ได้เห็นอะไรมิต่ออะไรข้างทาง เราก็สามารถเห็นอะไรได้มากมาย หากเราสนใจที่มองออกนอกหน้าต่างแทนการนั่งคุยจุ๊กจิ๊กกับพวกพี่ๆ....หรือว่าไม่จริง เถียงสิ...

เอาล่ะ มาว่ากันที่ไฟลท์ กรุงเทพ-ลาฮอร์ กันดีกว่า ใจกูมันตุ้มๆต่อมๆตั้งแต่ออกจากอพาร์ตเม้นแล้วล่ะค่ะ มันทะแม่งๆว่ากูต้องเจออะไรพิเศษแบบว่า เซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างแน่นอน ซึ่งลางสังหรณ์กูนั้นมักจะไม่เคยพลาด กูได้เซอร์ไพรส์จริงๆค่ะ กูได้เจอแขกพิเศษหรือ special guest บนไฟลท์จริงๆ จะเป็นใครไปไม่ได้ที่ลูกเรือเทรนนีหรือแม้แต่ซีเนียร์แล้วก็ตามพอได้รู้ว่าบุคคลท่านนี้จะขึ้นมาก็ตัวเกร็ง ปากมือเท้าสั่นกันเป็นทิวแถว ท่านก็คือ IM หรือ In Flight Manager ซึ่งศักดินาท่านนั้นสูงกว่า Air Pursur ราวๆ 100 ไร่ (ว่าไปนั่น) ท่านจะขึ้นมาสอด ขึ้นมาส่อง ขึ้นมาเสียบ...ท่านจะคอยเฝ้าดูพวกเราลูกเรืออย่างห่วงใย จะมีกระดาษใบเล็กๆในมือ คอยติ๊กคะแนนอยู่เนืองๆ ใครทำอะไร ยังไง ดีไม่ดี ปากกาท่าน IM จะเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตแต่ละคนเองค่ะ...อ่ะ แล้วยิ่งเทรนนีเพิ่งกระพือปีกบินได้เดือนเศษอย่างกูจะหลุดพ้นจากสายตาห่วงใยนั้นไปได้หรือคะ...ไม่มีทางหรอกค่ะ เหอเหอ นรกหรือสวรรค์ก็ได้ลุ้นกันคราวนี้แหล่ะ...กู.... เครื่องที่เราบินไปกันนั้นเป็น Airbus 300 600 ผู้โดยสารกำลังดี ไม่มากไม่น้อย 140 กว่าท่านในชั้นประหยัด อีกทั้งกูยังเป็นลูกเรือเทรนนีหนึ่งเดียวในไฟลท์อีกด้วย...แหม ...ทุกอย่างช่างเป็นใจอะไรเยี่ยงนี้ ทุกคนโฟกัสมาที่กูกันหมด ตั้งแต่ท่าน IM พี่ AP จนถึงพี่ๆซีเนียร์ตั้งแต่ชั้นธุรกิจยันชั้นประหยัด ไม่ใช่เพราะเอ็นดูที่กูเป็นเทรนนีหรอกค่ะ แต่อาจจะหนาวๆร้อนๆด้วยความที่มีเทรนนีมาอยู่ในไฟลท์ อาจจะมาเป็นตัวถ่วงทำให้การทำงานกระตุกจนคลื่นพลังมันไปกระตุกปากกาท่าน IM ให้ติ๊กคะแนนได้ 2 ก็เป็นได้ แหะแหะ....กลัวกูนำความหายนะมาให้ว่างั้นเถอะ... แต่ก็เอาวะ ทำไงได้ เทรนนีก็เทรนนีดิ ทำให้เต็มที่สุดพลังแค่นั้นก็พอ ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่หว่า ว่าแล้วก็ทะยานขึ้นรถบัสไปสู่สนามบินและขึ้นเครื่อง ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และพอเริ่มจะบอร์ดผู้โดยสารใจกูมันก็เต้นถี่พิกล ผู้โดยสารก็ไม่มากนี่หว่า แล้วมึงตื่นเต้นทำหอยไรวะ หรือว่าไปลาฮอร์ครั้งแรกมั้งก็เลยสั่นๆ ยืนรับผู้โดยสารคิดไปเรื่อยเปื่อย พอเหล่าแขกตี้พากันเฮโลขึ้นเครื่องเท่านั้นแหล่ะ กูแทบจะลมจับ ไหนพี่เพอร์เซอร์บอกว่าในชั้นประหยัดมีแค่ 140 คนไง ไอ้จำนวนอ่ะใช่ แต่กระเป๋าเนี่ยสิ แม่งง...ยังกับมาเต็มลำ คุณพี่แขกตี้ทั้งหลายนี่อพยพมาอยู่เมืองไทยกันเป็นปีหรือไงคะ ทำไมถึงได้ช่างหอบช่างขนกันเยี่ยงนี้ นอกจากไอ้เรื่องบ้าหอบฟางนี่แล้ว เรื่องกลิ่นนี่ก็ที่หนึ่งต้องยกให้พี่แขกตี้เค้านี่ล่ะค่ะ โหยยย....เดินเข้ามายังไม่ทันจะสุดท้ายเครื่อง กลิ่นก็ลอยตลบไปครัวหลังแล้ว ซึ่งเท่าที่ได้สูดมาก็ยังสรุปไม่ได้ว่าตกลงมันกลิ่นอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ....กูอยากจะอ้วกค่ะ.... ส่วนไอ้เรื่องช่างขอนี่ก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของพี่ๆแก ซึ่งมาบินแรกๆก็อาจจะแอบหงุดหงิดบ้าง คนเหี้ยไรวะ แม่งขอได้ทุกอย่าง ไม่ใช่ว่ากูงกหรืออะไรหรอกนะเพราะของก็ของบริษัทไม่ได้มาเดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว แต่แบบว่าขอให้มันถูกกาลเทศะนิดหนึ่ง ลูกกะตาก็กลมโตโปนปลิ้นกันอยู่แล้วช่วยใช้มันให้เป็นประโยชน์โดยการแหกดูว่ากูทำอะไรอยู่ ไม่ใช่กูเดินกาแฟอยู่ มือหนึ่งถือกา อีกมือถ้วยน้ำตาล ก็จะอยากแด่กน้ำส้มไรเงี้ยะ พอมาหลังๆเริ่มอัมหิตเงียบ บอก รอค่ะรอ เดี๋ยวเอามาให้ ให้กูทำหน้าที่ตาม procedure ให้ถูกต้องครบสมบูรณ์เสียก่อนแล้วค่อยเอาไอ้สิ่งที่นอกเหนือมาประเคนให้พวกมึงๆทั้งหลายนะคะ ไฟลท์ทามตั้ง 4 ชั่วโมง มีเวลาพอให้กูสนองนี้ดมึงได้เต็มที่ค่ะไม่ต้องกลัว



ระหว่างทางบนเครื่องบินนั้นก็ไม่ได้อะไรให้ตื่นเต้นมากมาย อันว่าไฟลท์แขกตี้นั้นมันมักจะมากับความโกลาหลอยู่แล้วเรื่องธรรมดาสามัญมาก ปัญหาที่เจอมันก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่มักจะเจอกันอยู่บ่อยๆ แต่บางครั้งพอเอามารวมกันเข้าก็อาจจะก่อความหงุดหงิด อาฆาต เคียดแค้นขึ้นในใจได้เช่นกัน อย่างเช่น ช่วงเสริ์ฟเครื่องดื่ม หรือเดินรถคริ๊ง (เป็นอะไรที่เจอบ่อยมาก) พี่แขกชายร่างท้วมตัวดำแกขอไวน์ กูก็จัดให้ค่ะ บนรถคริ๊งมีให้อยู่แล้ว เพียงเอาแก้วไวน์ขึ้นมารินไวน์ตามสั่ง ส่งให้ก็น่าจะจบใช่มั้ยคะ...แต่...มันไม่ใช่แค่นั้นสิคะ พอเรายื่นถาดพร้อมไวน์ส่งให้ พี่ก็ทำท่าส่ายหัวไปมา(อย่างที่ทำกันประจำ) แล้วก็บอกว่า “ไอเปลี่ยนใจแล้ว โค๊ก ดีกว่า” .....ไอ้เหี้ย...กูจะฆ่ามึงงง.... เดินมาได้ซักสองแถว ชายหญิงนั่งคู่กันมา ดูท่าทางดีแต่งตัวดีไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากมาย คนผู้ชายหันมาบอก “ไอขอน้ำเปล่า” กูก็จัดให้ เทน้ำเปล่าจากเหยือกที่เตรียมไว้ลงไป มีเศษน้ำแข็งก้อนแบบว่าเล็กมากติดลงไปด้วย จะเรียกว่าเป็นเกล็ดน้ำแข็งเลยก็ว่าได้เพียง 1 เกล็ดเท่านั้น คาดว่าคงใช้เวลาไม่นานในการละลายตัว พอเรายื่นส่งให้ ไอ้เวรตะไลนี่เสือกบอกกูว่า “ไอไม่เอาน้ำแข็ง ยูช่วยเปลี่ยนเป็นน้ำเป็นในขวดนั้นให้ไอด้วย” พลางชี้มือไปที่ขวดน้ำสิงห์บนรถคริ๊ง......ไอ้เหี้ยเอ๊ย ทำไม่ไม่บอกกูแต่แรกวะ ยังค่ะ.....เท่านั้นยังไม่พอ พอกูเทน้ำจากขวดส่งให้มัน มันก็หันมาบอกกูอีกว่า ขอน้ำส้มด้วย........มึงสั่งทีเดียวเป็นไหม......ไอ้เหี้ย....กูจะฆ่ามึงงง...... อารมณ์กูเริ่มเดือดปุดๆๆๆเดินลากรถดริ๊งไปด้วยในใจก็คิดว่าถ้ากูเป็นฆาตกรโรคจิตกูจะหั่นศพพวกมันอย่างไรดี เอาวะ คงไม่เจออะไรจุกจิกแบบนี้อีกหรอกน่า ผู้โดยสารหลายแถวก็ยังโอเคดีอยู่ จะมาหัวเสียอะไรกับคนแค่ไม่กี่คน จนกระทั่งเดินรถดริ๊งมาถึงโซนหลังกันบ้าง กูเจอแขกอ้วนอีกแล้ว หน้าตาท่าทางไม่ได้ต่างกับไอ้คนแรกเล้ยย...แต่คนเราก็คงไม่เหมือนกันหรอก แอบคิดในใจ กำลังนั่งคุยกับเพื่อนมันที่นั่งอยู่ข้างๆอย่างออกรสจนกระทั่งพี่แกหันมาเจอกูซึ่งกำลังจะสังเวยเครื่องดื่มให้ พี่ก็เอามือชี้มาที่กระป๋องโค้กไลท์ที่กูวางไว้บน cart อ๋อ...จะเอาโค้กไลท์ ได้ค่ะน้องแพรวจัดให้ พร้อมพยักหน้าให้ พี่แกก็ยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะหันไปสนทนากับเพื่อนข้างๆต่อ ไอ้กูก็ใส่น้ำแข็งพร้อมโค้กไลท์ลงไป วางบนถาดพร้อมส่งให้ พอมันหันมา มันมองหน้ากูนิดหนึ่งพร้อมกับบอกว่า “ No no I want 7 Up” ........ไอ้เหี้ย.....กูจะหั่นศพพวกมึงงทั้งหมดเลย!!!!

ที่กล่าวมาทั้งหมดมันแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เจอบนไฟลท์ที่ตอนแรกกูคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมากมาย ผู้โดยสารก็น้อยกว่าที่คิด พอเครื่องลงจอดถึงสนามบินที่ลาฮอร์ กูก็ได้สวดภาวนาสาบส่งให้พวกมันไปให้พ้นๆซักที ถึงโรงแรมเมื่อไหร่กูจะนอนนนนน....ให้มันสะใจไปเลย นี่มันก็ดึกมากแล้วก็อยากจะพักผ่อนกันบ้าง พอเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสาร พวกเราก็เห็นมีรถตู้เก่าๆเหมือนรถขนผักมาจอดรอ พร้อมกับเสียงกระซิบของพี่แอร์นางหนึ่งที่ข้างหูเราว่า “นี่รถโรงแรมนะคะน้อง” ....พร้อมหน้าเหวอๆเอ๋อแดกของกูเมื่อได้ยินเช่นนั้น ...กูนึกว่ามันเป็นรถขนกระเป๋าอย่างเดียว ที่ไหนได้มันขนคนด้วยค่ะ...โอวว...ทั้งลูกเรือ IM AP กัปตัน โคไพร รถคันนี้ขนได้หมด นั่งอัดกันไป ระหว่างทางก็จะมีเสียงบีบแตรจากรถคันอื่นไล่มาตลอดทาง แล้วก็แซงรถตู้ขนผัก...เอ๊ย...ขนคนของเราไป สรุปได้ว่ารถมันคงเก่า วิ่งแก่กๆๆๆๆไปได้อย่างช้าๆจนชาวบ้านเค้ารำคาญอีกทั้งยังบรรทุกทั้งกระเป๋าทั้งคนเต็มคันรถ มันคงจะวิ่งเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้ว...เฮ้ออ...เหนื่อยแทนจริงๆ



นั่งอัดกันมาประมาณ 20 นาทีก็ถึงโรงแรมอันเป็นที่พักของลูกเรือค่ะ....โอววว....มันช่างขัดแย้งกับรถขนผักที่ใช้เสียนี่กระไร ไม่น่าเชื่อว่าในเมืองนี้ประเทศนี้จะมีโรงแรมสวย และดูหรูหราไฮโซขนาดนี้อยู่ด้วย กูคงไม่ต้องกรี๊ดเป็นภาษาอียิปต์แล้วล่ะค่ะ แฮ่ๆๆ....พอได้กุญแจห้อง เปิดประตูเข้าไปปุ๊บ ... สวรรค์ทรงโปรดค่ะ กรุณานึกถึงหนังเรื่อง Princess Diary II ฉากที่นางเอกเข้ามาในห้องแล้วเห็นเตียงที่มีเสาสี่เสา พร้อมหมอนเรียงราย 6 ใบ แล้วก็กระโดดเหวี่ยงตัว 360 องศาขึ้นไปนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มแล้วตะโกนว่า “It’s so cool!!!!” แหะแหะ เพียงแต่กูไม่ใช่ แอน ฮาร์ทเวย์ เท่านั้นเองค่ะ ห้องน้ำก็แบ่งเป็นสัดส่วน ขี้ก็ส่วนหนึ่ง อาบน้ำก็ส่วนหนึ่ง ล้างหน้าก็แยกมาอีกส่วนหนึ่งซอยเป็นห้องชัดเจนเลย อะไรจะดูดีปานนี้ ทีวีก็เป็นช่องเคเบิ้ลมีทั้งดิสคอฟเวอรี่ เนชั่นแนลจีโอกร๊าฟฟิค เอ็มทีวี แชแนลวี และอื่นๆๆๆๆ ครบสูตรที่เคเบิ้ลพึงมี สำหรับกูหรือคะก็แหกตาดู เอ็มทีวีแม่งทั้งวันทั้งคืน เพราะกูไม่ได้ดูมานานมาก และขอบอกว่าเป็นเอ็มทีวีอเมริกาซะด้วย...อะไรจะรู้ใจกูขนาดนี้เป็นไม่มี อิอิ นอนหลับอุตุจนกระทั่งเช้าลงมากินอาหารเช้าแบบบุบเฟ่ ตักกันไม่อั้น ประมาณว่าแด่กตุนไว้อยู่ได้ทั้งวันไม่หิวอีกเลยแหล่ะค่ะ จากนั้นก็ไปเดินเล่นกับพี่ๆ ก็มีทั้งสระว่ายน้ำ ซาวน่า ฟิตเนส ก็อย่างว่าแหล่ะค่ะ มันออกไปเที่ยวไหนไม่ได้ก็ต้องมีอะไรให้ครบครัน ไม่งั้นคงเบื่อแย่ ตอนแรกตั้งใจว่าจะลงมาว่ายน้ำช่วงเย็น ทำไปทำมากูก็หลับ ตื่นมาอีกที ก็ทุ่มหนึ่งแล้ว ..... มันสบายไปมั้ยเนี่ย...ช่วงกลางคืนขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับมีเรื่องให้ใจเต้นก่อนนอนนิดหนึ่งคือ ได้ยินเสียงผู้ชายท่าทางว่าจะเมาเพราะพี่แกตะโกนร้องเพลงโหวกเหวก ฟังดูแล้วเสียงมันเลือนลางจากสุดทางเดินชั้นที่กูพักอยู่แล้วก็เริ่มดังนัยว่ามันวิ่งมาใกล้ห้องกูแล้วก็ค่อย fade out หายไปนัยว่ามันวิ่งไปจนถึงต้นทางที่ติดกับลิฟท์ ....เป็นห่าไรของมันวะ...ท่าทางจะเมาแล้วเชียร์บอลกระมัง คืนนั้นแทนที่กูจะได้หลับไปตั้งแต่สี่ทุ่ม กูเลยต้องมาเริ่มตั้งต้นสติให้หลับใหม่...อารมณ์เสีย เดี๋ยวเอามาหั่นพร้อมกับอีพวกแขกตี้บนไฟลท์เสียเลยนี่!!!!

วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางกันตอน 22.00 น.ของที่ลาฮอร์ ซึ่งก็ไปแอร์พอร์ตกันโดยรถขนผักคันเดิมนั่นแหล่ะค่ะ...ต่อกแต่กมาก็ต่อกแต่กกลับ ระหว่างทางก็โดนบีบแตรไล่เหมือนเดิม นั่งหัวเราะขำกลิ้งกับพี่ๆอยู่พักใหญ่เพราะเสียงแตรรถมันเหมือนเสียงเพลง พลางให้นึกถึงเวลาพวกแขกมันยักคอส่ายไปมาตามจังหวะได้ด้วยอ่ะ เออ...แบบนี้ก็มีด้วย ไม่ใช่แค่คันเดียวนะ มันมาเป็นระยะๆเลย ... นั่งรถมาได้อีกนิดหน่อย ก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนที่นี่มันจะมีเกาะกลางถนนซึ่งกว้างเหมือนลานหญ้าเล็กๆ เห็นคนมายืนๆเดินๆ บางกลุ่มก็เป็นเด็กๆมันมานั่งมาวิ่งเล่นอะไรกัน เออ...เหมือนสวนสาธารณะเลย แต่แบบว่ากลางถนนเนี่ยนะ ต้นไม้สูงก็ไม่มีซักต้น เก้าอี้พักผ่อนก็ไม่มี มันไม่มีที่ให้ไปเล่นแล้วเหรอไงวะ...ยัง...ยังไม่แค่นั้น...นอกจากจะเห็นคนมาทำตนเยี่ยงพักผ่อนกันกลางถนนแล้ว สายตาของกูและพี่ๆที่นั่งกันมาก็เหลือบไปเห็น ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้ามันอยู่บนลานหญ้าเกาะกลางถนนนั่นแหล่ะค่ะ!!! ...เห้ยย...มันตายหรือเปล่าวะ....ซักพักไอ้แขกคนนั้นมันก็พลิกตัว มือพาดลูบไล้ใบหญ้าข้างๆ ตัว ประดุจดั่งกำลังนอนอยู่บนฟูกอันอ่อนนุ่มที่บ้านมัน...อะไรจะสบายปานนี้วะ นอกจากจะเป็นสวนสาธารณะแล้วยังเป็นโรงแรมได้อีกด้วย....โอยย...กูอยากจะบ้าตาย ฝุ่นก็ตลบอบอวน รถวิ่งผ่านไปผ่านมาควันโขมง...มันนึกว่าเป็นสวนสุขภาพหรืออย่างไรกัน?

กลับมาที่เครื่องอีกครั้งเพื่อทำงานและกลับบ้านเราซักที...เที่ยวขากลับนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้ขุ่นเคืองใจมากนัก จะเจอก็แขกตุ๊ด....(อันนี้ของแปลก กูไม่เคยเห็นแขกตุ๊ด แบบว่ามันมาเป็นคู่ เดินจูงมือกันด้วย) แล้วก็มีคุณลุงมาทำละหมาดบนเครื่อง แอบถกเถียงกับพี่สจ๊วตเล็กน้อยว่า เค้ารู้ทิศได้ไงวะอยู่บนฟ้าน่ะ ก็เลยสรุปว่าคงเป็น Flexible ละหมาด กระมัง...แฮ่ๆ สุดท้ายและท้ายสุดก่อนจะจากลาไฟลท์อันน่าประทับใจไป ถึงเวลาที่ท่าน IM ใจดีจะต้องลิขิตชะตาข้าพเจ้าแล้ว ฮ่าๆ....หลังจากที่พี่แกคอยเป็นเงาตามตัวกูตลอดการทำงานจนบางทีกูเกิดอาการง่อยแดกแขนขาเกร็งไปซะดื้อๆอย่างนั้น ก่อนเครื่องจะ descending พี่ก็เรียกกูเข้าไปเพื่อทำการประเมินผล อยากจะเอามือทาบอกร้องคุณพระปางลีลาช่วยอีกคราให้ฟ้าถล่มดินทลาย performance กูดีทุกอย่างเลยค่ะ ยิ้มแย้ม สุภาพ ทำงานดี กระตือรือร้น (อ่า .... ใครก็ตามที่อ่านคงไม่เชื่อใช่มั้ยล่ะ...เห็นด่าเอาๆปากจัดขนาดนี้เวลาทำงานช่างตรงข้ามสิ้นดี อีนี่เล่นของแน่ ฮ่าๆๆ) ....แต่...มีแต่ค่ะ มันคงไม่ราบรื่นเพอร์เฟ็คขนาดนั้นหรอกสำหรับคนอย่างกู พี่ IM บอกว่า ดีทุกอย่างแต่...เวลาหนูพูดคุยกับผู้โดยสารน่ะ เบาเสียงลงหน่อย เสียงหนูดังมากกกก....อารมณ์ว่า คุยกับผู้โดยสารอยู่แถว 31 มันดังไปถึงแถว 45 ได้เลยค่ะ....ฮ่วยย!!!!! ธรรมชาติสร้างมาให้กูมีหลอดเสียงทรงพลัง อันนี้คงต้องค่อยๆปรับกันไป ก็กูพูดปกติก็ดังอยู่แล้ว พอมาอยู่บนเครื่องกูกลัวผู้โดยสารไม่ได้ยินที่กูพูดนี่คะ เสียงเครื่องมันก็ดังอยู่แล้วไหนจะความกดอากาศ ขึ้นๆลงๆหูอื้ออีก ....แหะแหะ ...เอาเป็นว่าถ้านึกได้ก็จะลดวอลุ่มลงแล้วกันค่ะ.....

สรุปแล้วกลับถึงกรุงเทพประมาณ 6 โมงเช้าเศษๆ แทบจะสลบกันไปเลยค่ะ จบไปอีก 1 ไฟลท์แสนหรรษาพาให้กูอยากหั่นศพซะอย่างนั้น...(แอบโหดอีกแล้ว) อาการหวัดก็ค่อยยังชั่ว มีไอบ้างเป็นระยะแต่ไม่บ่อย คัดจมูกพอเป็นกระสัย ภาวนาให้หายไวๆ รำคาญตัวเองเหลือทนแล้วค่ะ ..... สวัสดี....

ป.ล. รอดู รหัสลับดาวินชี แต่กลับมาเสือกมีข่าวว่าให้ห้ามฉาย เป็นเหี้ยอะไรกันมากมั้ยคะไอ้พวกที่ออกมาร้องแรกแหกกระเชิงเนี่ย หากพระเยซูจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแล้วมันจะทำให้พวกมึงเสื่อมศรัทธาไปเลยเหรอ มึงนับถืออะไรกัน คำสอนของศาสนาหรือความมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ พระองค์ก็เป็นศาสดา ถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนาที่ให้ผู้คนยึดถือและดำรงปฏิบัติในทางที่ดีงาม มันลบหลู่ตรงไหนไม่ทราบ ไม่อยากดูก็ไม่ต้องไปดูสิ....คนอื่นเค้ารอดูกันอยู่ ควายยย....อารมณ์เสีย!!!!

ป.ล.อ.ก.(ย่อมาจาก ปอลออะเกน) ลองเปลี่ยนฟอนด์ดูบ้างเผื่อจะทำให้บล็อคกูดูสบายตาขึ้น....

B U T T E R F L Y





Friday, May 05, 2006

หม่อง เสี่ยว เหงียน...


ไม่ได้อัพบล็อคมาเป็นเวลานานเนื่องจากโดนมรสุมสเก็ตสุดโหด บินว่อนจนหัวยุ่ง เป็นหวัดยาวนานไม่หายซักที แถมยังไอค่อกแค่กเป็นที่น่ารำคาญ หนำซ้ำสิวยังแข่งกันขึ้นประดุจดั่งทานตะวันเจอแสงอาทิตย์ชะเง้อชะแง้ชูคอรับแสงกันหน้าสลอน แต่ก็แปลกอยู่อย่าง ทำไมมันมาขึ้นวนเวียนอยู่ตรงคางกูก็ไม่รู้ นังกบเพื่อนเกย์หน้าขาวของกูบอกว่าอาจจะมีปัญหาที่ไต แด่กอาหารรสจัดไปทำให้สิวมันมากระจุกอยู่ที่คางกู แต่กูคิดว่าอาจจะไม่ใช่ซะทั้งหมด ร่างกายกูคงรับไม่ไหว ยังปรับตัวไม่ได้ หรืออาจจะเครียดอะไรซักอย่าง มันถึงได้กระหน่ำขึ้นมาให้หน้ากูมีราคีต้องตบแป้งกลบรอยหนาเตอะทุกครั้งที่ไปบิน เพราะเกรงว่าผู้โดยสารเห็นแล้วจะพาลแด่กข้าวไม่ลงกันซะหมด ที่ร้ายไปกว่านั้น ด้วยสันดานตามใจปากของกูนี่เองมันเลยส่งผลให้กระโปรงที่ปกติก็รัดติ้วอยู่แล้วต้องแทบปริเป็นทวีคูณ เสื้อผ้าที่ตอนแรกใส่แล้วพอดี๊พอดี ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกได้ว่ามันจะเกินพอดีออกไปแล้ว .... สรุปว่าชีวิตกูตอนนี้โคตรเหี้ยเลยค่ะ มันเหี้ยทางกาย แต่ทางใจยังปกติสุขดีอยู่ถ้าไม่นับเรื่องผู้ชาย(เป็นงั้นไป)


สเก็ตเดือนหน้าก็ออกแล้ว แต่แบบว่าคุณพระปางลีลาช่วยอีกทีเถอะ.....ยัดให้กูบินหัวบาน ไม่ได้หยุดติดกันสองวันอีกตามเคย ไอ้ตังค์มันก็ได้มากอยู่ แต่กูอยากพักแบบเต็มๆบ้าง ไปบินยังไม่ทันหายเหนื่อย หยุดวันเดียวเหมือนต้องเตรียมตัวไปบินวันถัดไป นี่มันอะไรกัน....ได้ข่าวว่าตอนนี้แอร์สจ๊วตเทรนนีก็ถูกปล่อยออกมาบินกันหลายห้องแล้ว ทำไมกูยังว่อนอยู่เยี่ยงนี้เล่า...ผิดกับเพื่อนสจ๊วตสแจ๊ตของกูที่สเก็ตขาวสะอาด สแตนบายบานเบอะ (แล้วไหนบอกว่าสจ๊วตขาด) กูละงงกับบริษัทจริงๆ ทั้งเรื่องยูนิฟอร์มใหม่ที่ปาไปชาติกว่าแล้วกูก็ยังไม่ได้ซักที ไหนจะต้องแก้ไขกันอีกบาน จะว่าไปมันก็ดูไม่เลวร้ายนักหรอกนะ ใส่เดินมาเป็นฝูงก็คงจะดูดี แต่นึกแล้วก็อารมณ์เสีย ที่เนื้อผ้าออกมาห่วยสุดๆ ไม่เหมาะกับเป็นเครื่องแบบสายการบินแห่งชาติเลยให้ตายเหอะ นี่กะว่าถ้าได้ชุดมาจะเอาไปให้แม่แก้ ท่าทางจะดีกว่าให้ร้านแก้ เพราะเห็นพี่ๆเม้ากันกระจายว่าเอาไปแก้ที่ร้านเป็นชาติกว่าจะได้ ไหนยังต้องมาเจอหน้าบูดๆเหมือนตูดเกย์เปลี่ยวของอีพวกช่างเสื้ออีก


ไฟลท์ที่ผ่านมาไปบินเป็น package หมายถึงว่าบินกันเป็นเซ็ตๆ ซึ่งหนนี้มีสามไฟลท์ด้วยกัน กูเรียกไฟลท์แพ็คนี้ว่า “หม่อง เสี่ยว เหงียน” เพราะเราเหล่าลูกเรือจะต้องแหกขี้ตาไปบินกรุงเทพ-ย่างกุ้งแล้วกลับมากรุงเทพอีกที จากนั้นก็เริ่มกรุงเทพ-ขอนแก่น เสร็จแล้วก็ไปนอนตีพุงกินเที่ยวที่ขอนแก่นประมาณ 1 วัน รุ่งขึ้นบ่ายแก่ๆก็บินกลับกรุงเทพ เดินแกว่งอยู่ในแอร์พอร์ตอีกประมาณชั่วโมงเศษเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปบิน กรุงเทพ-ฮานอยแล้วก็กลับมากรุงเทพ เป็นอันเสร็จเที่ยวบิน หม่องเสี่ยวเหงียน ของกู
หนนี้ดีใจได้ไปกับเพื่อนในห้องซึ่งก็คือนังเอ็กซ์ สแจ๊ตสาวหน้าเข้มหัวโต กะว่าไปขอนแก่นจะเย้วกันเพราะได้ข่าวว่าที่เที่ยวก็เยอะอยู่ แต่ขอบอกว่าคุณ หม่องเสี่ยวเหงียนนี่ทำเอากูเหนื่อยเพลียอ่อนล้าไปหมด เป็นอะไรที่นรกสำหรับคนไม่สบายอย่างกูด้วย ไฟลท์แรกก็เจอพี่หม่องเกือบเต็มลำ ทั้งไปและกลับ มีคนไทยไปทัวร์กันด้วยส่วนหนึ่ง ไอ้ผู้โดยสารไม่มีใครทำตัววุ่นวายหรอก แต่อากาศเนี่ยสิ....แม่งงง...โคตรนรกเลยค่ะ เสือกไปบินวันที่พายุเข้าพม่าพอดี ยิ่งตอนใกล้จะ landing นี่ทั้งสั่นทั้งส่ายประดุจเล่นเรือไวกิ้ง ขนาดว่ากูไม่เมาเครื่องมาก็พอสมควรแล้ว ยังทนไม่ได้วิ่งเข้าไปปล่อยอ้วกในส้วม ยังดีที่ผู้โดยสารโซนหลังไม่มากเท่าไหร่ พอแทรกตัวได้บ้าง แต่ที่ประทับใจสุดๆก็เห็นจะเป็นคุณยายท่านหนึ่งได้ฝากอ้วกไว้เป็นที่ระลึกประมาณที่นั่งโซนหน้า ถุงอ้วกไม่ต้องใช้กันละ ปล่อยกระจายส่งกลิ่นคละคลุ้งให้เหล่าแอร์สจ๊วตได้ดอมดมกันชื่นใจ กินอะไรก็คล่องคอไปหมดเลย .... หืมมม ...แหวะ!!!


เสร็จแล้วบินกลับมากรุงเทพและไปต่อขอนแก่น ภาวนาให้ถึงไวๆเพราะกูเพลียและเหนื่อยมาก แต่พอเห็นผู้โดยสารเท่านั้นก็อยากจะเป็นลมอีกครั้งเพราะเต็มอีกตามเคย....กูมานั่งนึกๆดูแล้ว คนแม่งก็กร่นด่าแอร์สายการบินแห่งชาติกันมากมายว่าบริการเหียกมั่งละ เหยียดหยามคนไทยมั่งละ เอาใจแต่ฝรั่งบ้างล่ะ แต่กูก็เห็นแห่กันมาใช้บริการที่นั่งเต็มไฟลท์มันทุกที แปลกดีเหมือนกัน แต่อย่างน้อยสามเที่ยวแรกก็ยังเมตตากูตรงที่ไม่เจอผู้โดยสารกวนตีนหรือก่อความวุ่นวายให้กูอารมณ์เสีย
ไปนอนขอนแก่นครั้งนี้เป็นครั้งแรกด้วย....ก็เลยดูตื่นตาตื่นใจ แต่เห็นพี่ๆแต่ละคนเหนื่อยล้ากันก็เกรงใจ เลยพากันไปแร่ดกับนังเอ็กซ์สองคน เดินลงมาถามประชาสัมพันธ์โรงแรมว่ามีร้านส้มตำอร่อยๆที่ไหนบ้างก็ได้ความว่าชื่อร้านป้าอ้วน ก็พากันไปกินโดยนั่งรถตุ๊กๆไป อืมมม...อร่อยใช้ได้ แต่แม่งงงเผ็ดเหมือนเอาพริกทั้งสวนลงมาใส่ในส้มตำเลย...หน้ากูยิ่งเป็นสิวอยู่เดี๋ยวได้เห่อไปใหญ่


กินส้มตำเสร็จนังเอ็กซ์สนใจจะไปบาร์เกย์บ้านเกิดมัน กูเองก็อยากไปดู ก็เลยไปกับมัน โดยการถามตุ๊กๆอีกนั่นแหล่ะ เค้าก็บอกว่ามีที่หนึ่งชื่อ The Beach ก็ไปกัน ปรากฏว่าพอลงไปปุ๊บ ป้ายหน้าร้านเสือกเขียนตัวเบ้อเร่อว่า For Men Only โอ้...ช่วยเหลือกูด้วยเหอะ....ไอ้เด็กหน้าร้านแม่งก็พูดประมาณว่า ผู้หญิงเข้าไม่ได้ สรุปคือ กูโดนไล่ไม่ให้เข้าซะงั้น อารมณ์เสียกันทั้งคู่ แต่เห็นแก่ความกระหายอยากของเพื่อนจึงยอมที่จะกลับไปรอที่โรงแรมเพื่อให้มันอิ่มเอมประมาณครึ่งชั่วโมงในที่อโคจรแห่งนั้น ซึ่งดูท่าทางนังเอ็กซ์มันก็ห่วงเราอยู่ พาไปส่งขึ้นรถกลับโรงแรมแล้วบอกว่าประมาณสามทุ่มจะมาเรียก พาไปเที่ยวกัน พอกลับมาถึงโรงแรมก็ขึ้นห้องนั่งๆนอนๆดูทีวี เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า คิดในใจ ว่าเพื่อนกูคงเจอขนมหวานอาจจะฟาดไปแล้วก็เป็นได้ ไอ้เรื่องที่จะไปนอนห้องมันก็คงหมดหวังกันละ พอประมาณสามทุ่มเศษ...ก็เป็นไปตามที่คาดคิดไว้ นังเพื่อนสุดที่รักหิ้วใครคนหนึ่งมาด้วยจริงๆ!!! โอ...เพื่อนกู นี่ถ้าเป็นผู้หญิงนี่ก็เรียกว่าแร่ดแล้ว...แต่มันก็ภูมิใจในความแร่ดของมัน ปล่อยมันเหอะ ยังไงมันก็เป็นเพื่อนที่ดีกับเราละวะ มันมาแอบซุบซิบกับเราว่าที่พามาเพราะเห็นว่ามีรถ เป็นหมอ แล้วก็สามารถพาเที่ยวได้ อืมม...หวังผลกันสุดฤทธิ์ สรุปแล้วคืนนั้นไปสองผับ ที่แรกชื่อยูบาร์ ก็เฉยๆ เลยกลับมาเข้าผับใต้โรงแรม ก็โอเคดี สนุกๆ ได้ดริ้งนิดหน่อยแล้วก็แดนซ์พองามแล้วก็พากันกลับขึ้นไปนอนเพราะยังไงก็ต้องนอนให้พอไปบินวันรุ่งขึ้น ส่วนเพื่อนกู...คงไม่ต้องบอกหรอกนะคะว่ายังไงต่อ...ก็ปล่อยมันแด่กของหวานของมันไป ความสุขของเพื่อน กูยอมค่ะ


รุ่งขึ้นบินกลับกรุงเทพ ก่อนไปแวะซื้อน้ำพริกปลาทูแสนอร่อยในแอร์พอร์ต ผู้โดยสารเต็มกลับอีกตามเคย บอกแล้วว่าเหนื่อยจริงๆ .... พอกลับมากรุงเทพก็พากันไปกินข้าวกับพวกพี่ๆในแอร์พอร์ตนั่นแหล่ะ ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องไปฮานอย พอขึ้นเครื่อง กูก็อยากจะเป็นลมอีกครั้ง ถึงไฟลท์ไม่เต็มแต่ก็เหมือนเต็ม จากหม่องมาเหงียน โอยย...เหงียนเต็มลำ ไอ้พวกเหงียนเนี่ย...ร้ายนัก ถึงไฟลท์จะไม่เหนื่อยแต่อีผู้โดยสารนี่ทำให้กูเหนื่อยได้จริงๆ ไอ้ตอนเสริ์ฟอาหารน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่อีตอนเสริฟดริ๊งเนี่ยสิ กูอยากจะเอาถาดฟาดหัวแม่งทีละคนจริงเชียว เหมือนเป็นกรุ๊ปทัวร์เฒ่าหัวงูไม่รู้จะแด่กเบียร์กันไปไหน ไอ้ขอกันหนแรกก็ยังพออภัย ขอกันประมาณหกเจ็ดคน กูก็เข้าไปทำมาให้ พอเอามาให้แม่งเสือกหยิบกันคนสองสามกระป๋อง ไอ้คนหลังๆก็ยังไม่ได้แด่ก กูก็ต้องเข้าไปทำมาใหม่ พอมาเสริฟอีกรอบอีคนที่ได้ไปแล้วสองสามกระป๋องก็ทำท่าจะหยิบอีก กูเลยหันไปบอก...”One can for one person!!!!” เข้าใจไม่เข้าใจกูไม่รู้หรอกค่ะ รู้แต่ว่าหน้ากูนี่จิกเต็มสตีม ยิ้มแบบเหี้ยมเกรียมใส่ หลังจากที่ได้แด่กเบียร์กันสมใจอยากแล้ว เครื่องใกล้จะแลนดิ้ง ก็เสือกมีมาขอเบียร์กูอีก ไอ้ขอตอนใกล้แลนดิ้งกูยังพอทน เพราะมึงอยากเกาะกระป๋องแลนด์ก็ช่างแม่งแล้ว แต่แบบว่ามีการมาเลือกยี่ห้ออีก ซึ่งมันจะเอาสิงห์ แล้วก็เหลืออยู่แค่ 2 กระป๋องเท่านั้น แต่แม่งขอประมาณสามสี่คน เลยบอกไปว่า เหลือแค่สองกระป๋องนะคะ ซึ่งก็ไม่สนอีกแหล่ะว่ามันจะเข้าใจมั้ย ก็เดินออกมาให้แค่สองกระป๋อง พอหยิบไปเสือกมาโวยวายกับกูอีกว่านี่ไม่ใช่เบียร์สิงห์ซักหน่อย เนื่องด้วยเบียร์สิงห์ที่โหลดให้สายการบินเรานั้นจะมีตราพิเศษแปะอยู่ด้วย กูก็คิดในใจ “ไอ้โง่เอ๊ยยย...ไม่แหกตาดูซะมั่ง” หลังจากนั้นก็เลยหยิบกระป๋องขึ้นมาแล้วชี้ให้มันดูว่าเนี่ยเบียร์สิงห์นะโว้ยย...นิ้วก็จิ้มๆย้ำที่คำว่า สิงห์ ภาษาอังกฤษ นั่นแหล่ะถึงได้เงียบกันไป ยัง...เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้ตอนเราเก็บถาดอาหาร กูเอาถุงมือพลาสติกมาใส่ด้วยเพราะเจ๊อีกฝั่งบอกว่าพวกนี้มันแด่กกันเละเทะ เวลาเก็บใส่ถุงมือด้วยจะดีกว่า ก็เละจริงๆอ่ะแหล่ะ เก็บไปก็อารมณ์เสียไป แต่หน้ายังยิ้มอยู่ เดี๋ยวจะโดนด่าได้ เนื่องด้วยเรายังเป็นเทรนนี ต้องทำตัวให้ดีทุกกระเบียดนิ้ว งานบริการนี่คะ...ก่อนมาทำก็ตอแหลกันสารพัดว่ารักงานบริการ ชอบพบปะผู้คน แล้วเป็นไงคะ...ได้บริการได้พบปะกันสมใจอยากเลยทีนี้ พูดเลยไปยาว กลับมาที่ประเด็นหลัก แบบขออินเทรนด์กับเค้าบ้างเพราะช่วงนี้ข่าวแอร์ไทยโดนลวนลามกำลังบูม คือไอ้ตอนที่กำลังเก็บถาดอาหารอยู่เนี่ย...ก็มีผู้โดยสารซึ่งก็คือ 1 ใน กรุ๊ปทัวร์เฒ่าหัวงูนั่นแล นั่งอยู่ติดทางเดิน พี่แกก็เอานิ้วมาลูบหลังมือกูซะอย่างนั้น แล้วก็พูดภาษาเหงียนทำหน้าเงี่ยนอย่างไรไม่ทราบ แต่ยังข่มความเดือดดาลไว้ได้เนื่องจากใส่ถุงมือพลาสติก ยังพอป้องกันเสนียดจัญไรได้บ้าง ซึ่งกูก็หันไปมองมันแว่บหนึ่ง แล้วก็นึกในใจ “ไอ้เหี้ย!!!” จากนั้นก็ทำงานของเราต่อไป...กูรักงานบริการค่ะ....


หลังจากวุ่นวายกันอยู่จนเก็บถาดเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น...ก็ได้เวลาที่เครื่องใกล้จะแลนดิ้งเต็มที .... โอสวรรค์ กูจะได้กลับไปนอนแล้ววว....แต่....ไม่ค่ะ...มันยังไม่จบแค่นั้น บอกแล้วว่าไอ้ หม่องเสี่ยวเหงียน เนี่ยมันเป็นไฟลท์ที่มีอะไรให้เล่าได้เรื่อยๆ จริงๆ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ใกล้จะลงแล้ว ก็จะต้องมีการแจกดอกกล้วยไม้สดให้กับผู้โดยสารเหมือนเป็นการ Farewell และตามธรรมเนียมคือเราจะต้องแจกให้กับผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งพอแจกเสร็จเรียบร้อย เราก็เตรียมเดินตรวจตราความเรียบร้อยว่าผู้โดยสารรัดเข็มขัดหรือไม่ พนักเก้าอี้ปรับในระดับตรงมั้ยและเก็บโต๊ะที่นั่งเรียบร้อยดีหรือเปล่าตามปกติก่อนจะแลนดิ้ง ซึ่งขณะที่เดินมาซักประมาณที่นั่งสี่สิบกว่าๆ ก็มีผู้โดยสารชายชาวเหงียนท่านหนึ่ง อายุอานามก็ราวๆ สามสิบต้นๆ ซึ่งถือเป็นวัยกำลังตกมัน ก็สะกิดกูให้เบรกในทันใดแล้วถามว่า “why don’t u give the flower to me?” กูก็ตอบแบบอมยิ้มแบบฉบับของแอร์สาวผู้มีใจรักงานบริการว่า “the orchids for the ladies sir” แล้วเหงียนท่านนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “oh …. I am a lady u know” เอาล่ะสิ...จะมาไม้ไหนกับกูอีกวะเนี่ย ก็เลยทำหน้าโง่ๆงงๆใส่ พร้อมกับพูดว่า “really? I think u are a man not a lady” แล้วก็โปรยยิ้มหวานๆ พยายามมองในแง่ดีว่า ผู้โดยสารอาจจะแกล้งแซวเล่นขำๆ แต่แล้วเหงียนคนเดิมก็พูดกลับมาว่า “no no I am lady …. U can check me” พร้อมกับใบหน้าอันสุดแสนจะหื่น และแสดงเจตนาอันไม่ค่อยจะดีนัก ทำให้กูรู้สึกหน้าชาขึ้นมาในบัดดล แต่สุดท้ายกูก็ต้องระงับไอ้มือที่กำหมัดแน่นอยู่ไม่ให้มันถลาไปโดนลูกกะตาของมัน พร้อมกับแกล้งหัวเราะแบบขำๆ กลบเกลื่อนไป แล้วก็นึกในใจ “ไอ้เหี้ย!!!!” จากนั้นก็ทำงานของเราต่อไป.....กูรักงานบริการค่ะ.....


หลังจากไฟลท์อันแสนเหนื่อย ได้กลับมานอนก็นึกๆในใจว่า นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง...ยังต้องมีอะไรแปลกๆวุ่นๆให้เราได้เจออีกมากมายหลายอย่างกับอาชีพที่เราเลือกแล้วและรักที่จะทำ...การที่ต้องเจอผู้โดยสารที่มีทั้งดีและไม่ดีมันเป็นเรื่องปกติ และต้องพยายามมองให้มันเป็นเรื่องตลก ถือซะว่าได้เจอคนแปลกๆที่เราไม่เคยเจอ ทนอยู่ไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่ต้องมาเจอกันแล้ว เท่านั้น จบ...ง่วงแล้ว จะไปนอนแล้ว....สวัสดี ราตรีสวัสดิ์

Sunday, April 09, 2006

...จองจำในส้วม...

บินมาได้ประมาณ 3 อาทิตย์แล้วก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มอ่อนแอ บินไปบินมาหวัดแด่กซะอย่างนั้น พอเป็นหวัดก็ไอ คัดจมูก พอคัดจมูกเวลาอยู่บนเครื่องบินหูก็จะอื้อ เวลาคุยกับพี่ๆก็รู้สึกเหมือนเค้าอยู่ไกลประมาณ 50 เมตร ยิ่งตอนเสริ์ฟผู้โดยสารโดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่เป็นชาวต่างประเทศและไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่สำเนียงก็จะหลากหลายมาก ขนาดอีตอนปกติดียังต้อง Pardon me อย่างมาก 1 ครั้ง แล้วยิ่งกูมาหูอื้อด้วยอีกก็แจ็คพ็อตเข้าไปใหญ่ Pardon me กันอยู่นั่นแหล่ะ เค้าคงนึกว่าอีแอร์คนนี้มันเป็นห่าอะไร หูตึงขนาดต้องเงี่ยหูฟังกันหลายรอบ ใครจะเข้าใจล่ะคะว่ากูหูอื้อ ไม่ค่อยได้ยินจริงจริ๊งง....วันหยุดก็ได้หยุดทีละ 1 วัน ไม่เคยได้หยุดติดกัน 2 วันขึ้นไปเลยสำหรับเดือนนี้ ก็เลยรู้สึกว่ามันบินถี่เหลือเกิน บินจนรู้สึกว่าโลกทั้งโลกกูมีแต่ Galley กับ Seat ผู้โดยสารลายตาไปหมด ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ทีไหน หรือแม้แต่นอนอยู่บนเตียงกูก็รู้สึกว่ามันโคลงเคลงเหมือนอยู่บนเครื่องตลอดเวลา หนำซ้ำ กลิ่นมันยังตามมาหลอนด้วยอีกต่างหาก ไม่ว่าจะกลิ่นบนเครื่องก็ดี กลิ่นในห้องน้ำ หรือกลิ่นอาหารบนเครื่อง มันยังคงลอยวนป้วนเปี้ยนอยู่ปลายจมูกไม่เสื่อมคลายเลยจริงๆ เมื่อวานนี้พี่ OD ก็น่ารักเหลือเกิน อุตส่าห์โทร.มาตามกูไปบิน(ซึ่งที่จริงเป็นวันหยุด) อาจจะเนื่องด้วยว่าน้องๆเทรนนียังมีไฟ ให้บินไหน หยุดหรือไม่ก็อาจจะสนใจ แต่กูก็ทนสังขารตัวเองไม่ได้ ก็ไอ้ด้วยอาการหวัดที่ไม่หายซักที แล้วในเมื่อวันหยุดเพียงแค่ 1 วันมาถึงก็อยากจะพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมในการบินวันถัดไป ก็เลยปฏิเสธปนโกหกให้ดูฟังขึ้นว่ากลับบ้านนอกค่ะ แค่นั้นแหล่ะ...ทำอะไรกูไม่ได้แล้ว แค่สเก็ตที่พี่จัดให้หนูนี่ก็เป็นพระคุณล้นเหลือแล้วค่ะ หนูรวยจนไม่มีเวลาใช้เงินแล้วค่ะ ไปเรียกใช้ไอ้คนที่มันอยากบินเถอะค่ะ (ห้องกูเยอะอยู่) มันคงดีใจเหมือนได้เลื่อนขั้นเป็นสจ๊วตเฟริ์สกันเลยทีเดียว สำหรับกู...กูยังรักตัวเองมากกว่าเงินและการได้หน้า(ที่เกินหน้าที่ที่จำเป็น) กูขอรักษาตัวเองให้อยู่รอดพร้อมที่จะทำงานในระยะยาวๆดีกว่าเอามันไปแลกกับเงินเพอร์เดียมไม่กี่พันบาทค่ะ...จบข่าว


ล่าสุดบินไปจาการ์ต้าแบบควิกเทิร์น คือไปแล้วก็กลับเลย ชั่วโมงบินเที่ยวเดียวประมาณ 3 ชั่วโมง ได้เสริ์ฟกันอย่างเต็มที่ สวมชุดไทยสีทองอร่ามเหมือนพระพุทธรูปปางลีลา คราวนี้ได้บินเครื่องแอร์บัส 330 300 ซึ่งถือว่าใหม่พอสมควร กว้างขวาง ส่ายน้อย และมีอะไรที่ไฮโซกว่าเครื่อง แอร์บัส 300 600 หลายอย่างนักแต่ในความไฮโซนั้น!!!...บางครั้งมันก็ให้โทษกับเราได้เช่นกันค่ะ....แล้วมันก็ให้โทษกับกูเนี่ยล่ะค่ะ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือนได้เลยจริงๆกับการไปบินเที่ยวนี้


ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ก็แค่พอไปถึงเครื่อง ลูกเรือก็ต้องมีการเตรียมงานก่อน ตามที่เราร่ำเรียนมาก็คือพอเก็บกระเป๋าปุ๊บ ก็เช็ค EM เรียบร้อยแล้วก็เปลี่ยนเป็นชุดไทย แล้วจึงออกมาเตรียมงาน ไอ้เราพอเช็ค EM เสร็จมองเห็นพี่ๆแอร์เค้าเปลี่ยนชุดกันแล้วก็ต้องรีบวิ่งแจ้นเข้าไปเปลี่ยนชุดกับเค้าบ้าง สถานที่ที่ให้เปลี่ยนมันก็ไม่พ้นห้องน้ำบนเครื่องบินที่มีพื้นที่ให้เราหมุนตัวได้ 1 รอบแบบพอลำบาก พอจะผลักประตูเข้าไปก็รู้สึกได้ว่ามันฝืดๆพิกล แต่พอดีเพื่อนสจ๊วตที่ไปบินด้วยกันมีน้ำใจช่วยปิดประตูให้ ไอ้กูก็ด้วยความรีบก็ทะยานตัวเข้าไปในห้องน้ำทันที ประตูปิดล็อคทันที ทั้งๆที่กูยังไม่ได้เลื่อนล็อคอันใด ก็คิดว่ากูคงล็อคแล้วซะอย่างนั้น เอาวะ ... รีบๆเปลี่ยนจะได้ออกไปช่วยงานพี่ๆเค้า ....เวลาผ่านไปประมาณ ไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นอันเสร็จพิธี เตรียมทะยานตัวออกจากห้องน้ำเนื่องด้วยทั้งอับทั้งร้อนแล้วยังต้องแบกผ้าไหมหนักๆไว้กับตัวอีก กูก็เงยหน้าขึ้นมองไอ้กลอนประตูที่กูคิดว่าล็อคเองแล้วเมื่อครู่ ปรากฏว่ามันอยู่ในสภาพที่กูไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ!! คือถึงแม้ว่ากูจะได้บินเครื่อง 330 มาแค่ 2 ครั้ง และไม่เคยได้เข้าห้องน้ำเลยเพราะบิน Domestic ที่ไม่ต้องแต่งชุดไทย แต่กูก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าไอ้การล็อคกับไม่ได้ล็อคนั้นมันคืออะไรอยู่ตรงไหน แต่ทำไม? ไอ้ตัวล็อคมันถึงได้อยู่ตรงกลางเช่นนั้น คือที่ล็อคประตูมันจะมีตัวให้เลื่อนเหมือนคันโยก ถ้าเลื่อนไปซ้ายสุดคือล็อคประตู ขวาสุดคือปลดล็อค แต่นี่!!! มันอยู่ ตรงกลาง!!!! คือมันจะแสดงว่าล็อคหรือไม่ล็อค ก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ ประตูมันล็อคไปแล้วค่ะ!!! แล้วกูก็พยายามดึงคันโยกนั้นให้ไปทางขวาเพื่อปลดล็อค แต่คุณพระปางลีลาช่วยเถอะค่ะ....กูโยกไม่ได้เพราะมันแข็งมาก ถึงแข็งที่สุด ยืนโยกอยู่อย่างนั้นจนเหงื่อแตกพลั่ก ก็ไม่เป็นผลอันใด ทำไงดีวะกู....ในตอนนั้นคิดได้แค่ว่า เอาวะ กดปุ่มเรียกเลยละกัน อายเป็นอายดีกว่าโดนขังอยู่ในส้วม (คือในห้องน้ำมันจะมีปุ่มให้ผู้โดยสารที่ออกจากห้องน้ำไม่ได้หรือเกิดอันตรายอะไรกดปุ่มเพื่อเรียกลูกเรือแล้วมันจะมีที่ปลดล็อคซึ่งก็คือดึงอีคันโยกนั่นแหล่ะค่ะจากข้างนอกและเปิดประตูได้ แต่เป็นสิ่งที่ลูกเรือรู้เท่านั้น) กูกดไปก็ช่วยตัวเองไป ด้วยการพยายามโยกอีคันโยกนั่นอย่างสุดแรงเกิด พี่ๆก็ยังไม่มีใครได้ยิน กูก็กดไปอีกประมาณ 3 – 4 ครั้ง ใจก็เริ่มเสีย วันนี้กูจะได้ออกไปมั้ยคะ...กูว่าก่อนออกจากบ้านกูก็สวดชินบัญชรมาแล้วนะยังอุตส่าห์มีเรื่องระทึกมาให้กูอีก
ซักพักใหญ่ๆ ก็ด้ยินเสียงพี่ๆจากข้างนอก บอกว่าหายใจออกมั้ย ให้รอแป๊บหนึ่ง แล้วก็ได้ยินเสียงคนข้างนอกพยายามดึงไอ้คันโยกเวรนั่นซึ่งก็อาการเดียวกับกูคือโยกไม่ได้ .... หลังจากนั้นซักพักใหญ่ๆ ก็ได้ยินเสียงพี่เพอร์เซอร์ผู้ชายแว่วเข้ามาว่า เอ้า..รอแป๊บหนึ่งใจเย็นๆนะ พร้อมกับเสียงกร่อดแกร่ดดังอยู่ภายนอก ระคนกับเสียงพี่ๆคุยกันวุ้งวิ้งอื้ออึง แต่ก็ถือเป็นเสียงสวรรค์ อย่างน้อยกูก็ไม่ตายในห้องส้วมนี่แน่แล้ว รออยู่พักใหญ่ๆถึงใหญ่มาก เสียงพี่ช่างใจดีก็บอกว่าให้กูช่วยผลักประตูออกไปแรงๆ เหมือนช่วยเค้าง้างไอ้ตัวที่ติดให้ออกมาอะไรทำนองนั้น สุดท้ายก็สำเร็จอย่างยากลำบาก กูออกมาหน้าซีดเผือดเยี่ยงผีจูออน พวกพี่ๆก็เม้ากันกระจาย บอกว่าตอนแรกก็เอะใจว่าน้องหายไปไหน พอดีได้ยินเสียงกริ่ง(ที่กูกดเป็นครั้งที่ 4) ก็เลยวิ่งมาดู โถ...น้องโดนขังในส้วม...ซะอย่างนั้น ตั้งแต่พี่บินมาเพิ่งเจอแอร์โดนขังในส้วมก็คราวนี้แหล่ะ.....T_T กูก็หัวเราะกลบเกลื่อนไป ในใจนี่แบบว่าทำไมต้องเกิดกับกูด้วยวะ แต่ถ้าคิดในทางที่ดี ถ้ากูไม่ไปโดนขัง ก็ต้องมีผู้โดยสารโดนขังแน่นอน คราวนี้ล่ะมึง...มีแต่ลูกเรือต้องช่วยงัดกันเอง ช่างเค้าก็ไม่ได้ตามขึ้นมาช่วยบนเครื่องนะเฟ้ยย...คิดแล้วก็ดีไปอีกอย่าง เหมือนกูช่วยเช็คห้องน้ำไปในตัว เหอเหอเหอ สรุปแล้ว งานที่ต้องเตรียมกูก็ไม่ได้ทำซักอย่างเพราะมัวแต่ถูกขังอยู่ในส้วม แต่ก็มาเหนื่อยคุ้มบนไฟลท์ ขาไปยังชิลๆ แต่ขากลับนี่เต็มเอี้ยด เสริ์ฟกันมือหงิก กลับมานอน ตื่นมาตอนเช้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย.....ช่วยเหลือกูด้วย


ส่วนห้องน้ำห้องนั้นหลังจากที่เห็นเพอร์เซอร์กับช่างช่วยกันดูช่วยกันซ่อม ทำอะไรก๊อกแก๊กอยู่พักใหญ่ๆ ก็ดูท่าทางจะกลับมาเปิดปิดได้ลื่นไหลเหมือนเดิม แต่....กูไม่กล้าเข้าอีกเลย ให้ตายเหอะ พอปวดฉี่ หรือจะเปลี่ยนชุด ขอห้องที่มันเป็นประตูแบบหมุนลูกบิดจะดูปลอดภัยกว่า กูคงเกลียดส้วมแบบประตูบานพับไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียวเชียวค่ะ....


พอแค่นี้ก่อนสำหรับเรื่องระทึกเล็กๆ วันนี้ไปค้างไทเปไฟลท์เย็น ดีใจได้ไปกับเพื่อนกบ สงสัยเม้ากันกระจายยย...ส่วนอาการหวัดก็เริ่มดีขึ้นมากแล้ว (ถ้ากูไปบินย่างกุ้งตามคำเรียกอาจจะกลับมาแย่กว่าเดิม) หูอื้อน้อยลง แล้วกูก็คงจะไม่ต้องมา Pardon me บ่อยๆทำหน้างงๆอีก

ราตรีสวัสดิ์....คร่อกกกก
B U T T E R F L Y

Saturday, March 25, 2006

สะบัดปีกโบยบิน...


ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องมิตรรักแฟนกูที่พยายามเข้าใจนะคะ แห่คอมเม้นกันซะดุจดั่งจะประชดซะงั้นเลย แต่ก็ดีค่ะ เห็นเพื่อนบางคนกำลังน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาตัวเองก็อยากให้นึกถึงกูไว้นะคะถึงแม้จะเป็นเพื่อนที่ไม่ดีนักในทางปฏิบัติแต่ใจที่มีให้นี่มันเต็มร้อยและยังเป็นห่วงเพื่อนทุกคนเสมอมา ยังไงก็สู้ตาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจก็ยังหาอาหารมื้อต่อไปมาแด่กได้ค่ะ....

หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาสองเดือนเต็มๆ วันที่นั่งพิมพ์ด๊อกแด๊กอยู่นี่ เราก็สำเร็จการฝึกอบรมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเรียบร้อยโรงเรียนทีจี และจะเริ่มบินในวันมะรืนนี้แล้ว SN Flight ที่ผ่านมาเราว่าเราตื่นเต้นมากแล้วนะแต่ไอ้ที่จะไปบินจริงๆนี่มันกลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเสียอีก อาจจะเป็นเพราะต้องลุยเดี่ยว ทำอะไรคนเดียว ไม่มีเพื่อนไปด้วยเหมือนสองครั้งที่ผ่านมาก็เลยรู้สึกขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่พอสมควรแต่ในเมื่อมันต้องเป็นอย่างนี้มันก็ต้องสู้แหละวะ มึงรักงานบริการ ชอบพบปะผู้คนไม่ใช่เหรอ...เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้....ย้ำเตือนตัวเองอยู่ตลอดแบบนี้ก็ทำให้อยากสู้ขึ้นมาอีกครั้ง...

SN ที่ไปบินมาตื่นเต้นหฤหรรษ์ดีแท้ค่ะ ปกติแล้วการไปบิน SN มันเหมือนการไป Observe ว่าพี่ๆเค้าทำงานกันยังไง เป็นเหมือนที่เราเรียนไปหรือเปล่า(ซึ่งมักจะไม่เหมือน) เอาเป็นว่าพวกมึงอยู่กันเฉยๆ ดูกันเงียบๆ ถ้าพี่เค้ารีเควสต์ให้ช่วยก็ช่วย แต่ถ้าไม่ก็ดูไป อันนี้คือคำบอกเล่าจากรุ่นพี่ที่ว่ามา แต่อันรุ่นของเรานั้นมันไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ!!! พวกเราเข้ามาในช่วงที่ลูกเรือกำลังขาดพอดิบพอดี พี่แอร์เพอร์เซอร์ก็จับยัดใส่ตำแหน่งที่ว่างอยู่ซะงั้น....ให้กูทำงานเป็นจริงเป็นจังซะเลย...(แล้วจะรอดมั้ยคะ) ทำอะไรก็ยังไม่ทันพวกพี่ๆ ก็เลยยึดคติว่าช่วยอะไรได้ก็ช่วย ว่างั้น ไฟลท์แรกเราไปมะนิลา จะว่าไปก็ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นมากเท่าไหร่เพราะชั่วโมงบินกำลังพอดีกับการทำงาน (เกือบ 3 ชั่วโมง) ผู้โดยสารก็ชิลๆ หน้าตาละม้ายคล้ายช่างก่อสร้างแบกอิฐแบกปูนกันไปซักนิดแต่ก็อัธยาศัยดีไม่เรื่องมาก พี่ๆลูกเรือรวมถึงแอร์เพอร์เซอร์ก็ใจดีกันทุกคน แต่ที่ไม่สบอารมณ์อย่างมากมายก็คือ .... กูเมาเครื่องค่ะ!!!.... เมาชนิดที่อ้วกแล้วอ้วกอีก แต่กรุณาอย่านึกถึงภาพเด็กอ้วกนะคะ ประเภทไปเรี่ยราด รดผู้อื่นนั้น มันคงดูทุเรศทุรังไม่สมกับเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเลย ก็ใช้วิธีเสริ์ฟเสร็จ ยกมือบอกพี่ ไปเข้าห้องน้ำนะคะ แล้วก็วิ่งพรวดทะยานตัวเข้าสู่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆที่แทบจะหมุนตัวไม่ได้อย่างรวดเร็ว อ้วกเสร็จก็ไม่วายยังคงสวมวิญญาณนางแอร์ เช็ดโน่นเช็ดนี่จัดนั่นจัดนี่ให้ห้องน้ำอยู่ในสภาพดีเสมอ เสียงของครูนกก็ลอยอยู่ในหัว ดูแลห้องน้ำให้สะอาดดูดีอยู่เสมอนะคะ..คะ..คะ..คะ(เอ็คโคไปเรื่อยๆ) เมื่อดูแลห้องน้ำเรียบร้อยก็ออกมาเสริ์ฟต่อ ทำงานเสร็จถ้ามันขย่อนจะออกมาอีกก็เดินเนียนไปเข้าห้องน้ำ แต่บางจังหวะก็ต้องดูด้วยว่าผู้โดยสารมารอต่อคิวเยอะมั้ย และก็ด้วยไอ้อาการเมาอ้วกเนี่ยแหล่ะค่ะที่ทำให้กูอดกินของอร่อยที่พี่แอร์สจ็วตเค้าแบ่งจากชั้นธุรกิจมาให้กินกัน ใจมันก็อยากเหลือหลายแต่ก็พะอืดพะอมกินเข้าไปก็มีแต่จะเรียงคิวกันออกมาจ่อที่คอ สุดท้ายก็ได้แต่ยืนมองตาละห้อย ดมยาดมฟืดๆ มีผู้โดยสารบางคนเข้ามาถามว่าเราโอเคมั้ย....คงเห็นว่าหน้าตากูซีดเซียวมั้งเลยแสดงความห่วงใยออกมา แต่ก็ปลื้มดีค่ะ ระคนความอายนิดหน่อยแต่ก็ช่างแม่งค่ะ กูเมาเครื่องไม่ได้หมายความว่ากูบ้านนอกนะคะ คือถ้ากูอยู่ในสภาพที่ส่ายไปส่ายมาเป็นเวลานานๆ ยิ่งมาเจอเครื่อง B6 อันเป็นที่เลื่องลือเรื่องความส่ายด้วยแล้ว กูพร้อมอ้วกตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่องเลยค่ะ!!



เนื่องจากว่าดองชีวิตตัวเองจนเค็มมาหลายสัปดาห์จะให้พร่ำพรรณารายละเอียดมากก็กลัวว่าคนอ่าน(อันน้อยนิด)ของเราจะเบื่อซะก่อน ก็เลยต้องพยายามรวบรัดตัดความเพื่อที่จะได้อัพเดทชีวิตที่ปัจจุบันกว่าให้ได้ทราบ อัน SN ไฟลท์ที่เราไปบินสองไฟลท์นั้นก็หนุกหนานไปตามประสาเด็กตื่นเครื่อง ถึงจะเคยนั่งเครื่องบินมาแล้วแต่ความรู้สึกมันก็ต่างกับการต้องมาทำงาน กลัวไปสารพัดว่าจะเจอพี่ๆวีนแตกมั้ย ทำงานจริงๆมันจะวุ่นวายวื่อวึนขนาดไหน แต่มันก็ผ่านมาได้ถึงจะฝากอ้วกไว้ในเครื่องทั้งสองไฟลท์ก็ตามทีเถอะ!!! หยุดพูดเรื่องอ้วกของกูดีกว่านะคะ พูดไปก็มีแต่จะขายขี้หน้าเปล่าๆ เอาเป็นว่าพี่ๆใจดีเหลือเชื่อ ทุกคนให้การต้อนกลับ...เอ้ยย...ต้อนรับน้องๆอย่างอบอุ่นไม่เห็นจะมีใครใจยักษ์อย่างที่บางคนมันบอก แต่แอบบ่นนิดหนึ่งเถอะค่ะ...ไฟลท์ที่บินไปย่างกุ้งนี่ทรมานดีแท้นะคะ ผู้โดยสารเต็มไปเต็มกลับ ต้องเสริ์ฟอาหารร้อน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูรีบๆลนๆไปหมด เนื่องด้วยเพราะ Flight Time มันสั้นก็เลยต้องทำอะไรอย่างเร่งรีบ เสริ์ฟๆเสร็จ เครื่องจะแลนด์แล้วไรเงี้ยะ ก็เลยวื่อวึนกันเล็กน้อยกับเพื่อนไกด์ สจ๊วตหนุ่มแอบสาวซี้ปึ้กของเราที่ไปด้วยกัน ส่วนไฟลท์ที่ไปมะนิลาไม่มีอะไรมากมายหรอกค่ะ แอบดีใจที่เจอพี่สาวเพื่อนมิ้น ชื่อพี่มิ้ว ไปบินด้วย รู้สึกอุ่นใจเจอพี่ที่รู้จัก ใจดีกันทุกผู้ทุกคนอีกตามเคย

หลังจาก SN ลงมาก็มาสอบ ตั้งแต่การสอบ EM (emergency) ปากเปล่า (โหดมาก) จนถึงการสอบไฟนอล ซึ่งจะต้องผ่าน 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครั้งนี้รู้สึกว่าทำได้และมั่นใจกว่าตอนกลางภาค (ที่ผ่านมาแบบงงๆ) แต่....บางครั้งการที่เรารู้สึกมั่นใจในอะไรมากไปหรือรู้สึกว่ามันราบรื่นราบเรียบประดุจน้ำทะเลนิ่งสงบนั้นมันอาจจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงตามมาไม่ต่างอะไรกับคลื่นสึนามิหรอกค่ะ แล้วมันก็เกิดจริงๆเสียด้วย ผลออกมาปรากฏว่า...กูต้อง Re Test ใหม่อีกรอบ!!! ไม่ใช่ว่าคะแนนไม่ผ่าน 80 เปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ แต่มันเสือกไปตกส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วได้อีกส่วนช่วยไว้จนคะแนนผ่าน คุณครูก็เลยไม่พอใจอยากให้ทำใหม่ ก็เข้าเตาปิ้งกันไป 13 ชีวิต แล้วก็รอดตายกันมาได้หมดค่ะ....(ดีใจชิบหาย) นึกว่าจะไม่ได้แต่งแฟนซีงานจบซะแล้วกู....

หลังจากเราสอบครั้งสุดท้ายไปแล้ว ก็นั่งเรียนอะไรนิดๆหน่อยๆอีก 1 วัน หลังจากนั้นก็เป็นวันที่ทุกคนน่าจะมีความสุขปนเปกับความรู้สึกใจหายซึ่งก็คือพิธีรับประกาศนียบัตรนั่นเอง วันนั้นทุกคนแต่งตัวกันเต็มยศ ราศีแอร์สจ๊วตจับกันเปล่งประกายรัศมีระยิบระยับไปทั่วออดิทอเรียมทีเดียว ไอ้ที่หน้าตาไม่เคยดีกันเลยทั้งชีวิตก็ได้มีโอกาสหน้าตาดีกันก็วันนี้แหล่ะค่ะ เครื่องแบบช่วยคุณได้จริงๆ ... ส่วนใหญ่ก็ขนญาติโกโหติกามาร่วมแสดงความยินดีประดุจดั่งได้ปริญญาเพิ่มอีก 1 ใบ แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปวูบวาบไปมาประหนึ่งว่าพวกเราคือดาราฮอลลิวู้ดที่ได้รับรางวัลออสก้าแล้วต้องขึ้นไปถ่ายรูปรวมบนเวทีอันทรงเกียรติ และช่วงเวลานี้เองที่พวกเราก็ได้เรียนรู้ว่านางงามทำไมต้องยิ้มแบบแสยะ นั่นก็เพราะน้ำลายมันแห้ง ปากก็แห้งตาม กูสาบานว่าจะไม่ด่านางงามว่าดัดจริตไม่เป็นธรรมชาติอีกแล้วค่ะ....และอีกอย่างหนึ่งที่กูรับรู้ได้ก็คือแม่กูเห็นลาวดีกว่าลูกค่ะ!!! ก็จะไม่ให้ว่าเช่นนั้นได้อย่างไรล่ะคะ ก็แม่เล่นไปทัวร์ลาวเอาวันที่ลูกสาวคนเดียวรับใบประกาศได้แต่ฝากฝังคุณอาสาวเอาดอกไม้มาให้แทน แล้วแอบไปสำราญเซิ้งกระติ๊บสุดเหวี่ยงซะงั้นแม่กู แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอกค่ะ แม่เหนื่อยมามาก เสียเงินเสียทองให้ลูกมาก็มากอยู่ ปล่อยแกไปมีความสุขของแกบ้างจะเป็นไรไปคะ เรื่องแค่นี้ ขำๆค่ะ....เสร็จจากงานพิธีการอันน่าเบื่อ ตกเย็นก็ตาลีตาเหลือกแต่งชุดแฟนซีไปงานเลี้ยงจบ กูคิดอะไรไม่ออกก็แต่งเป็นนางฟ้า(แต่หน้าซาตาน)แท็กทีมกับเพื่อนอุ๋ยเพื่อนมิ้งซะงั้นเลย กูขอสวยวันสุดท้ายว่างั้นเหอะ....งานคืนนั้นสนุกมาก ปนเปกับความรู้สึกใจหายที่ต่อจากนี้ไปเราจะไม่ได้เจอครูเจอเพื่อนทุกวันอีกแล้ว และต่อไปข้างหน้าเราก็จะค่อยๆห่างกันไปเรื่อยๆๆๆๆจนแทบจะไม่ได้เจอกันเลย ซึ่งมันต้องเป็นเช่นนั้นและเราก็ต้องยอมรับให้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่อยากยอมรับก็ตาม สุดท้ายก็เมาแอ๋กันไปบ้างบางคน บางคนก็ร้องไห้ และบางคนก็ได้คู่(ซะงั้น) แต่ความทรงจำดีๆของ TG2006/1-2 ก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป



“กูไม่ใช่คนขี้ซึ้งนัก อาจจะไม่ค่อยร้องไห้มากมายเหมือนคนอื่นเค้า ไม่ได้แสดงออกให้เพื่อนเห็นว่าแคร์เพื่อนรักเพื่อนหรือยอมตายแทนพวกมันได้ แต่คนอย่างกูมีความจริงใจเต็มเปี่ยม และเห็นคุณค่าของคำคำนี้อย่างแท้จริง บางคนที่รู้จักกูไม่ถึงปี หรืออาจจะยังไม่สนิทมากมายนักอาจจะไม่รู้และไม่เข้าใจ แต่กูรับรองได้ค่ะว่าเพื่อนที่รู้จักกูมานานเข้าใจและรู้ว่ากูเป็นคนยังไงค่ะ”

นี่กูเขียนมายาวแค่ไหนแล้วคะเนี่ย....ช่างแม่งเหอะค่ะ คือต้องออกตัวก่อนว่ากูใช้เวลาพิมพ์บล็อคนี้แบบข้ามวันข้ามคืนไปหน่อย เมื่อมาถึงย่อหน้านี้ กูก็ไปบินมาสองไฟลท์แล้วค่ะ ลืมไอ้ที่กูบอกไว้ตรงย่อหน้าแรกซะนะคะ....แล้วก็มารับรู้เรื่องไฟลท์แรกในชีวิตกูอีกนิดหน่อยกันดีกว่า...

หลังจากที่สำเร็จการศึกษา พวกเราก็ได้รับสเก็ตหรือตารางบินกันโดยทันที แต่เป็นตารางบินแบบเศษๆ เสียบๆ เพราะมันเป็นช่วงใกล้สิ้นเดือน ได้บินกันพอกรุบกริบ ขลุกขลิก เหนื่อยล้ากันบ้างตามอัธยาศัย แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจเพราะยังได้เจอเพื่อนๆอยู่ ไฟลท์แรกเราบิน กรุงเทพ-ภูเก็ต-กรุงเทพ เป็น Domestic Flight ก็ยังพอขำๆ คราวนี้ได้บินเครื่อง 330 ไฮโซขึ้นจาก B6 แล้วก็ไม่อ้วกแตกเหมือนตอน SN (แต่แอบมึนเล็กน้อย) ถึงกระนั้นก็ยังอุตส่าห์วื่อวึนด้วยความที่ยังไม่เคยบิน เครื่อง 330 จะหยิบอะไรจะเปิดตู้ไหนก็ดูจะมือพันกันเป็นระวิงหวังว่าไอ้ที่เรียนมาจะจำได้รึ...ก็เปล่าเลย คืนครูไปในบัดดลซะอย่างนั้น เช็ค EM ก็ช้าเชื่องเพราะมัวแต่หาว่าอะไรอยู่ตรงไหน ดีที่ได้พี่เพอร์เซอร์ใจดี ก็คอยดูแลบอกว่าค่อยๆทำไปไม่ต้องรีบ แต่สำหรับผู้โดยสารนั้นก็ไม่ได้มีปัญหากันแต่อย่างใด ขาลงภูเก็ตแอบซื้อแกงเหลืองแกงไตปลาที่เค้าเอาขึ้นไปขายบนเครื่อง(อย่างกับรถป.2 เลย) เอากลับไปกินประทังชีวิตอีกต่างหาก พี่ๆแอร์สจ๊วตก็ยังใจดีกันเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน อาจจะเป็นเพราะกูทำหน้าตาโง่ใส่เค้าหรือไรไม่ทราบได้ เค้าถึงได้เอ็นดูในความโง่ของกู ด่าไปวีนไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น (ซะงั้น) ส่วนไฟลท์ที่สองก็ยังคงเป็นเจ้าแม่ Domestic อีกเหมือนเดิม คือไป เชียงใหม่ ครั้งนี้ดูวื่อวึนน้อยกว่าครั้งแรก เพราะเริ่มรู้ว่าอะไรยังไงตรงไหนมากขึ้น ทำงานไหลลื่นมากขึ้น แต่ก็เสือกมาเจอผู้โดยสารงี่เง่ามากถึงมากที่สุด อันที่จริงกูไม่ต้องเล่าก็ได้เพราะมันแค่เรื่องเล็กน้อยแต่ก็เล่าไว้ดีกว่าพอขำๆ ให้ดูเหมือนไปบินแล้วมีอะไรมาเล่าดี เรื่องมันเริ่มจากที่กูได้เสริ์ฟ Meal Box ไปแล้ว (สำหรับในประเทศจะเสริ์ฟเป็นของทานง่ายๆ) หลังจากนั้นจะตามด้วยกาแฟและชา เสร็จแล้วจะเป็นน้ำส้มน้ำเปล่า ซึ่งในระหว่างที่กูเสริ์ฟกาแฟและพี่แอร์ตัวเล็กเดินชาตามมาติดๆนั้น ก่อนเข้าครัวหลังไม่กี่ที่นั่ง ผู้โดยสารที่คาดว่าจะเป็นชาวจีน ใต้หวันหรือฮ่องกงอะไรซักที่หน้าตาประมาณพวกเจ๊กตื่นไฟ ก็บอกกับกูว่า ขอน้ำเปล่าด้วย ซึ่งกูก็ได้ตอบไปว่า คอยซักครู่นะคะ ชาแกแฟเสร็จแล้วจะออกน้ำส้มกับน้ำเปล่าแล้วค่ะ มันก็พยักหน้าหงึกๆ เสร็จแล้วกูเดินเข้าไปเตรียมจัดรถเก็บกล่องพร้อมเซ็ตชากาแฟและน้ำส้มน้ำเปล่า ไอ้เจ๊กตื่นไฟคนเดิมมันเดินดุ่ยๆเข้ามาที่กูกับพี่แอร์ที่กำลังช่วยกันจัดรถเตรียมออก แล้วมันก็มาหยุดที่รถ cart หยิบแก้ว หยิบเหยือกน้ำอย่างคล่องแคล่วบรรจงเทน้ำลงแก้วประหนึ่งว่าชาติก่อนกูเคยเป็นแอร์ เสร็จแล้วก็กระเดือกน้ำลงไปอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงให้เห็นว่า กูกระหายน้ำมาก หลังจากเสียงกระเดือกนั้น fade out ลงไป มันก็วางแก้วพลาสติกลงกับ cart แบบกระแทกๆ แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นไทยอย่างสละสลวยแล้วว่า “ชั้นขออะไรไปแล้วพวกยูไม่ทำตามสัญญา ไม่นานพวกยูก็คงโดนไล่ออก” หลังจากนั้นมันก็เดินกลับไปนั่งที่หลุมของมัน ทิ้งให้กูกับพี่แอร์ตัวเล็กยืนมองหน้ากันตาปริบๆ ซัก 3 วินาที พี่ก็พูดขึ้นว่า ช่างแม่งมัน คนงี่เง่า อย่าไปใส่ใจ ซึ่งกูก็รู้สึกปรี๊ดขึ้นหน้าเล็กน้อย พอมันนั่งลงก้นยังไม่ทันอุ่นดี พวกกูก็เข็น cart นั้นออกมาเสริ์ฟน้ำส้มน้ำเย็น พอมาถึงตรงหลุมที่มันนั่ง กูก็ก้มหน้าลงไปถามมันว่า “Would u like to have MORE water, sir?” ด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นแต่ใบหน้ากูยังแสยะยิ้มแต่แฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียมอยู่ ทันใดนั้น ไอ้เจ๊กตื่นไฟก็กลายเป็นเจ๊กสะดุ้ง ส่ายหน้าประมาณว่ามึงจะไปไหนก็ไป กูไม่แด่กแล้วก็ได้ แล้วกูก็เข็น cart ผ่านไป ใจก็คิดว่าไม่อยากทำแบบนี้เลย เพราะอยู่ในช่วงโพรเบชั่น ทุกอย่างผู้โดยสารต้องถูกเสมอ แต่มาอีแบบนี้จะให้กูฝืนคิดเช่นนั้นมันก็ผิดมนุษย์แล้ว พยายามทำหน้าตาให้เป็นปกติ และคิดในใจว่า ให้น้ำหมาตัวหนึ่งแด่กถือเป็นการทำบุญละกัน แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป....จนกูเข็นรถกลับมาเพื่อจะเข้าครัวหลัง ก็มีผู้โดยสารฝรั่งคนหนึ่งรั้งกูไว้ไม่ให้ไปพร้อมกับบอกว่าเค้ามี connecting flight อยากจะขอไปนั่งแถวแถบข้างหน้าจะได้ไหม กูหันไปบอกพี่แอร์ที่อยู่ cart ฝั่งตรงข้าม แล้วพี่เค้าก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวพี่ไปถามเพอร์เซอร์เอง ก็เลยบอกให้รอซักครู่ ส่วนกูต้องไปเตรียมโค้กสองแก้วในครัวเพราะมีผู้โดยสารขอ ซักพักหนึ่งพี่แอร์ก็เดินหน้าหงิกกลับเข้ามาในครัว เล่าให้ฟังว่า สรุปแล้วเพอร์เซอร์บอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องให้นั่งข้างหน้าเพราะเท่าที่ถามก็ไม่ใช่ Short Connecting Flight ซักหน่อย เวลาเหลือเฟือมากตั้งเกือบสองชั่วโมง เครื่องก็ไม่ได้ Delay ยังไงก็ทันอยู่แล้ว อีผู้โดยสารกลับตอกหน้าพี่แอร์เราอีกว่า “งั้นก็ไม่เป็นไร ถ้ายูช่วยไอไม่ได้” พร้อมกับส่งสายตาไม่พอใจแกมตำหนิกรายๆใส่อีก มันน่าหงุดหงิดยิ่งนัก แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป....ไม่ทันไรเครื่องก็ต้อง Landing ถือซะว่าจบแล้วก็จบกันไป ไม่เจอะเจอกันอีก เนี่ยแหล่ะค่ะ เป็นสิ่งที่ทำให้กูอยากเป็นแอร์เพราะเมื่อคุณเกลียดขี้หน้าใครไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารหรือผู้ร่วมงานก็ดี พวกมันจะอยู่ให้คุณขัดเคืองลูกกะตาแค่ระยะเวลาสั้นๆ แล้วมันจะค่อยๆ fade out ไปเองเมื่องานคุณจบ เนี่ยแหล่ะค่ะคือสองไฟลท์แรกในชีวิตซึ่งจะว่าไปมันก็เริ่มให้บทเรียนเราหลายๆอย่าง มีพี่เพอร์เซอร์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ....... นี่ไม่ใช่การเรียนในตำราอีกแล้ว สิ่งที่เราจะได้จากการทำงานคือ ประสบการณ์ที่จะต้องเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ ........ และมันจะเป็นจริงตามนั้น

ขอจบด้วนๆ เพราะกูง่วงค่ะ เจอกันไฟลท์หน้า.....

B U T T E R F L Y






Saturday, March 04, 2006

นางฟ้ากระพือปีก...และคำขอร้องของกูค่ะ


หลายอาทิตย์มานี่เทรนหนักหน่วงเหลือเกิน ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า แต่งหน้าทำผมราวกับจะไปงานกาล่าดินเนอร์ทุกวี่ทุกวัน ต้องแบกเครื่องสำอางไว้บนหนังหน้าวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง เลิกเรียนกว่าจะกลับถึงรังนอนก็ปาไปทุ่มสองทุ่ม เหนื่อยก็อยากพัก แต่พอพักแล้วมันไม่ได้อ่านหนังสือ พอมันไม่ได้ทบทวนก็จะโง่ย่ำอยู่ที่เดิม ครูถามอะไรก็เอ๋อแดกซ้ำยังโดนประณามว่าเป็นคนไม่ใส่ใจ แต่พอนอนไม่พอ ก็ทำให้การไปเรียนในวันต่อไปมันเนือย เอื่อย ง่วง เพลีย อาการเหล่านี้กูเป็นมาหลายวันแล้วค่ะ หน้าก็เยิน สิวขึ้น เล็บเหลืองเพราะต้องทาเล็บทุกวัน อีกทั้งยังไม่ค่อยได้ขี้เพราะอาหารในห้อง mock up ที่กินเข้าไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นพวกอาหารไขมันสูง ไม่ค่อยมีกากใย เป็นผลให้กูต้องแดกยาคู้ลเข้าไปวันละ 4 ขวด เพื่อเป็นการขับขี้ในตัวกูให้มันออกมา จนตอนนี้กูลังเลแล้วล่ะค่ะว่าตกลงกูจะเอายาคู้ลหรือคอมพิวเตอร์เป็นผัวดี.....ชีวิตกูพัวพันอยู่กับสองสิ่งนี้แหล่ะค่ะ แต่คาดว่ายาคู้ลนี่มีเปอร์เซ็นต์สูงอยู่ซักหน่อย



ไม่ได้อัพเดทบล็อคซะนานก็เลยคิดว่าเอาไว้เสาร์อาทิตย์มีเวลาซักชั่วโมงขอมาระบายความในใจบ้างก็ยังดี เผื่อแผ่ถึงเพื่อนรักเพื่อนเลิฟที่ไม่ได้ติดต่อเป็นเวลานานให้ได้รู้ด้วยว่า กูยังไม่ตายนะคะ เพียงแต่ชีวิตมันโคลงเคลงเหมือนเรือพายกลางทะเลที่มีคลื่นมาเป็นระลอกไม่สม่ำเสมอแล้วพยายามจะพาตัวเองเข้าฝั่งนั่นแหล่ะค่ะ ขออธิบายนิดหนึ่งนะว่า อันที่จริงบล็อคนี้มันก็เหมือนเป็นบ้านเป็นห้องส่วนตัวที่สามารถเปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือนได้ จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้ต้องการให้บล็อคนี้เป็นห้องของสาธารณชนหรอกค่ะเพราะไม่ใช่พวกอยากดังหรือพยายามจะสร้างกระแสอะไรให้ตัวเองมากมาย เพียงแค่ให้เพื่อนสนิทๆได้เข้ามาแวะอ่านจะได้รู้ว่าตอนนี้อีผู้หญิงคนนี้มันทำอะไรอยู่ ชีวิตมันยังอยู่ดีมั้ย....ไม่จำเป็นต้องคอมเม้นก็ได้ค่ะเพราะรู้ว่าส่วนใหญ่เข้ามาอ่านอย่างเดียวขี้เกียจพิมพ์ บางคนเดินเข้ามาตบไหล่แล้วบอกว่า...กูชอบบล็อคมึงว่ะ มันส์ดี อันนี้ก็ขอบคุณค่ะถ้าคิดว่าการเดินเข้ามาตบไหล่กูแล้วพูดมันง่ายกว่าการพิมพ์อะไรสั้นๆแล้วกด Enter ก็สุดแท้แต่ใครจะสะดวกค่ะ ยังไงก็ขอบคุณจากใจ แต่ถ้าใครมีอะไรอยากฝากไว้ก็เชิญที่คำว่า Comment ด้านล่างใต้ลายเซ็นต์ BUTTERFLY ของเรื่องที่เราอัพเดท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ย้ำ...ว่าของเรื่องทีเราอัพเดทเรื่องนั้นๆ อ่านเรื่องไหน อยากคอมเม้นเรื่องไหนก็เชิญคอมเม้นที่เรื่องนั้น บางคนอ่านแล้วอาจจะแบบว่า อีนี่เป็นอะไรมากมั้ย ทำไมมึงต้องมาย้ำอะไรนักหนา ก็จะไม่ให้กูย้ำได้อย่างไรล่ะคะ ก็พ่อแม่พี่น้องเล่นอ่านเรื่องบนสุดแต่เสือกลงไปคอมเม้นเรื่องเก่า ทำกูงงเลยค่ะ ว่าโพสต์นี้กูมีเรื่องนี้ด้วยเหรอ....ขอร้องนิดส์นะคะ ถ้าจะคอมเม้น กรุณาคอมเม้นให้สัมพันธ์กับเรื่องที่อ่านด้วย ไม่งั้นกูจะงงค่ะ มันก็เหมือนกับการเดินเข้ามาในบ้าน ถ้าคุณปวดขี้คุณก็ต้องเข้าไปขี้ไปส้วมเพราะมันมีส้วมให้หย่อนขี้ ไม่ใช่ไปขี้ในห้องครัว หรือถ้าคุณหิวคุณก็เดินไปที่ห้องครัวไปเปิดตู้เย็นหาของกิน ไม่ใช่ไปหากินในส้วมค่ะ....คิดว่าน่าจะเข้าใจดีแล้ว อ้อ...อีกอย่างหนึ่งคือ บล็อคเราอันนี้เรื่องที่อัพเดทสุดมันก็จะอยู่บนสุดนะคะ ไอ้เรื่องเก่าๆมันก็จะอยู่ล่างลงไป หากใครไม่เข้าใจดูได้ที่วันเดือนปีบนสุดว่าเรื่องนี้อัพเดทเมื่อวันที่เท่าไหร่เดือนไรปีไร โอเคมั้ยคะ.....หรือถ้าคิดว่ามันยุ่งยากนัก ก็อ่านอย่างเดียวก็ได้ค่ะไม่ต้องคอมเม้น เหมือนเพื่อนเราหลายๆคนที่บอกว่า กูชอบอ่านบล็อคมึงอ่ะ แต่กูขี้เกียจพิมพ์ ก็โอเคค่ะ ไม่ว่ากัน ก็นี่บ้านกูนี่คะ แขกจะมาก็ต้อนรับ หรือใครจะไม่มา กูก็อยู่บ้านของกูไปไม่เดือดร้อนค่ะ
.....จบและคิดว่าเคลียร์สำหรับคำขอร้องของเรา....



อีกสองอาทิตย์ก็จะเทรนจบพร้อมไปบินแล้วค่ะ อาทิตย์หน้าเป็นการไป SN FLIGHT เหมือนกับการขึ้นไปดูไปสำรวจว่าพี่ๆเค้าทำงานกันยังไงบนเครื่องบิน จะได้ไปคนละสองไฟลท์ ไฟลท์ละสองคน อันตัวเรานี้ก็มีโอกาสได้ไปมะนิลา กับ ย่างกุ้ง ... บางคนร้องยี้...ไหนบอกว่าสายการบินแห่งชาติได้บินไฟลท์อินเตอร์หรูๆไง คุณๆคะ.....ก็พวกเรามันเป็นแอร์จูเนียร์ เครื่องที่เราเรียนมาก็ต้องสัมพันธ์กับที่ที่เครื่องนั้นจะบินไป เพราะฉะนั้นจะเทรนก็ดี ทำงานก็ดี มันก็ต้องเป็นตามขั้นตอน ค่อยๆไต่ไปเรื่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เครื่องแต่ละเครื่องก็จะมี Direction ในการเสริ์ฟไม่เหมือนกัน อะไรอยู่ตรงไหน Configuration เป็นยังไงแต่ละเครื่องมันก็แตกต่างกันไปค่ะ เสร็จจาก SN FLIGHT แล้วก็ลงมาสอบ FINAL ผ่านก็รับใบประกาศเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการเทรน แล้วค่อยไปหมุนไปมึนกันเองตอนทำงานจริง งานนี้มีการโดนว้ากกกันบ้างแหล่ะค่ะ แต่ก็คิดว่าสู้ๆ การเริ่มต้นทุกอย่างมันย่อมจะมีอุปสรรคทั้งนั้น ตอนนี้ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ แต่พอเราได้ทำมันไปเรื่อยๆ ประสบการณ์จะสอนและทำให้มีการพัฒนาไปเองถ้าคุณเป็นคนปกติทั่วๆไป....(อืมมม คิดเอาเองค่ะ)



แต่กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวันก็อย่างที่บอกไว้ตอนแรกแหล่ะค่ะ มันเหนื่อยมันเมื่อยมันล้าไปหมดทั้งตัวและหัวใจ ชีวิตอนนี้จะไม่มีอะไรเลยนอกจาก กระดาษปึกหนา หนังสือเล่มใหญ่ๆที่จัดอยู่ในพวก Procedure ทั้งหลาย ห้อง Mock Up อาหารเลี่ยนๆมันๆ (ที่กูก็ enjoy กับมันได้ทุกวัน) แสงสว่างสลัวๆยามเช้าตรู่และเวลาโพล้เพล้ ใบหน้าของเพื่อนอีก 39 คนที่พากันทำคิ้วขมวดไม่เว้นแต่ละวัน และเสียงก้องกังวานของครูๆทั้ง 6 ท่านที่มักจะบอกให้เราทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันอยู่เสมอๆ จะไม่มีโอกาสได้ดูข่าวภาคค่ำหรือติดตามเก็บตกของเจ๊กาละแม หรือแม้แต่สีสันบันเทิงละครหลังข่าว แทบจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เพลงอะไรขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่ง หนังเรื่องไหนที่น่าดู อีกทั้งแสงอาทิตย์ยามสายและบ่ายของวันธรรมดาเป็นอย่างไร แล้ว..ทักษิณ..จะอยู่หรือไป(อันนี้นอกประเด็นนิดหนึ่ง) และที่สำคัญ....สิ่งที่จะไม่ได้เจอเลยก็คือ บรรดากิ๊ก บรรดาแฟนคลับทั้งหลาย ที่นอกจากจะห่างหายเข้าป่าหิมพานไปแล้ว ยังไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไปอีกด้วย....แต่ก็ยังถือว่าสวรรค์เมตตาให้เราได้ดูแดจังกึมในวันเสาร์อาทิตย์ได้บ้าง ไม่งั้นคงคลั่งตายแน่นอน T_T



อันที่จริง การเทรนมันก็ใช่ว่าจะน่าเบื่อซะทีเดียวหรอกค่ะ ในความเหนื่อยเซ็งนั้นมันก็แฝงไปด้วยความสนุกที่ได้ทำนั่นทำนี่ ได้ผสมเครื่องดื่ม ได้กินอะไรที่ไม่เคยกิน ได้ลองในสิ่งใหม่ๆที่ต่อไปมันจะติดตัวเราไปเรื่อยๆเพราะมันคืออาชีพของเราในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้านี้แล้ว จงสนุกและมีความสุขกับมัน เท่านั้นพอค่ะ....

ป.ล.(ปัจฉิมลิขิต) ..... สำหรับพวกมึงๆทั้งๆหลายที่รออ่านอยู่ กูก็อัพเดทแล้วนะคะ จะนัดไปแดกข้าวกันที่ไหนอย่างไรก็ทิ้งไว้ในคอมเม้นได้ เพราะคิดว่าถ้าโทร.มาวันธรรมดา พวกมึงต้องหัวเสียและด่ากูว่าจะปิดเครื่องหาพ่อมึงทำไร กูจำเป็นจริงๆค่ะ กราบขออภัยอย่างสูงสุดแล้วกันนะคะ

ก.ล.(กูลิขิต)..... วันจันทร์ที่จะถึงนี้เป็นการ Mock up ครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ จะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้ว ทำให้ดีที่สุดเป็นพอค่ะ

ฟ.ล.(ฟ้าลิขิต)....แม่อยากให้รีบหาแฟนได้แล้วค่ะแต่ในเมื่อมันไม่มีจะให้ทำอย่างไรคะ ไอ้ที่มาจีบนี่ก็โคตรจะถูกใจเลยนี่คะแต่ละคน เอาเป็นว่า....ตอนนี้แฟนไม่จำเป็นสำหรับกูค่ะ ยังไงซะ..เมนส์กูก็มาปกติ เงินทองยังพอมีใช้ อาการง่อยไม่กำเริบยังสามารถไปไหนมาไหนคนเดียวได้ตลอดเวลา แล้วแต่ดวงค่ะ ถ้ามันจะมีคนถูกใจเข้ามามันมาเองแหล่ะค่ะ .... จบข่าว

ม.ล.(มึงลิขิต).... เห็นลายเซ็นต์ BUTTERFLY ของกูมั้ยคะในบรรทัดต่อไป บรรทัดถัดลงไปอีกจะมีคำว่า Comment อยู่ ถ้าจะคอมเม้นก็คลิกมันเลยค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


B U T T E R F L Y

Friday, February 10, 2006

ไปเสม็ด.....เสร็จจริงๆ!!!!





และแล้วเวลาแห่งความสุขก็ผ่านไปเร็วเหลือเกินค่ะ…ไปเสม็ดมาสองวัน 1 คืน กลับมาก็ต้องมาสอบ Safety อีก เจริญค่ะ…แร่ดไปเที่ยว หนังสือไม่อ่าน มาอาศัยรอบโต๊ะอีกตามเคย เรียน service มึงจะมาทำตัวแบบนี้ไม่ได้แล้วอีแพรว งานนี้ต้องตั้งใจจริงๆ ยิ่งเนื้อหาวิชาโดนบีบรัดแบบเร่งด่วนประมาณว่า เนื้อหา 1 สัปดาห์แม่ก็ย่อมาให้เรียน 1 วัน เนื้อหา 2 วัน แม่ก็หดให้มาเรียนครึ่งวัน ครูบอกว่าเป็นรุ่นฉุกเฉินรีบใช้….ก็เข้าใจล่ะค่ะ แต่หัวกบาลหนูที่บรรจุสมองอันน้อยนิดนี่ก็แทบจะรับไม่ไหวอยู่แล้วอย่าทรมานด้วยการอัดๆๆๆๆๆๆแล้วให้หนูจำในเวลาอันสั้นเลยนะคะ ขอแบบมีเบรกๆบ้างให้ได้ปรับสมองซักหน่อย ไม่งั้นคงได้ตายก่อนไปบินแน่ค่ะครู….T_T


ไม่ได้อัพบล็อคมา 1 อาทิตย์ตั้งแต่กลับมาจากเสม็ดเพราะรีบๆล่กๆทุกวี่ทุกวัน กะว่าเอาวะ หยุดสามวันนี้จะอัพบล็อคให้กระจายเพราะไปถ่ายรูปมาเพียบ ขณะนี้ก็นั่งพิมพ์ด๊อกแด๊กอยู่ที่บ้านที่บ้านนอกค่ะ กลับมาเมื่อคืนประมาณสามทุ่มเศษๆ รู้สึกเจ็บคอคัดจมูกคล้ายจะเป็นหัด (ตามเพื่อนสองคนในคลาสไป) แต่จริงๆมันก็แค่หวัดอ่ะค่ะ อุปทานไปเอง เพราะเห็นเพื่อนเป็นแล้วกลัวติด ดีไม่ดี โดนโละทั้งคลาสมันจะยุ่งเอานะคะ ยังไงก็ขอให้หนูมิ้งและน้องกอหญ้ากลับมาเรียนด้วยกันให้เร็วที่สุดนะคะจะได้จบพร้อมกันไม่มีใครตกหล่น


มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า …. สันดานเสียอีกแล้วที่ขึ้นหัวเรื่องไว้ก็ไม่ได้เข้าเรื่องซักทีชอบอรัมพบทยืดยาวเหลือเกิน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปเสม็ดกับเพื่อนๆในคลาสมา ขอบอกว่าหนุกหนานเป็นที่สุด…แบบว่าลืมโลกไปเลยค่ะ แล้วที่ใครๆชอบพูดว่า ไปเสม็ดเสร็จทุกราย….เราก็ว่าจริงค่ะ!!! ….. 555 …. ไอ้ที่ว่าเสร็จน่ะ ไม่ใช่ว่าไปเสร็จใครเข้าหรอกค่ะ หมายถึงว่าเสร็จธรรมชาติอันสวยงาม เสร็จความทรงจำดีๆ และเสร็จความผูกพันระหว่างเพื่อนต่างหากล่ะ….แหม…กูรู้นะคะว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ (โดยเฉพาะพวกมึงๆที่ลุ้นให้กูเสร็จใครน่ะค่ะ….ยากส์ค่ะ) ไปกันคราวนี้เรารู้สึกว่าเป็นการไปเที่ยวที่ได้อะไรกลับมาจริงๆ นอกจากจะได้อยู่กับเพื่อนๆแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีกับความรู้สึก(ตอบเป็นดาราเลยกู) ไอ้ที่ไปเย้วๆกันในผับ แด่กเหล้าเมาเขย่าไข่เขย่านมเต้นกันกระจายเสร็จแล้วก็อ๋อแอ๋แบกสังขารอันทุเรศทุรังกลับบ้าน ตื่นมาอีกทีก็ตะวันผ่าตูดแล้วนั้นจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ … แต่ไอ้ที่จะได้มาเห็นทะเลสวยๆ น้ำสีเขียว ฟ้าใสๆ แดดเปรี้ยงๆ(ตอนกลางวันแสกๆ) นั้นมันยากค่ะโดยเฉพาะพวกที่ไม่ค่อยมีเวลาอย่างเรา เพราะฉะนั้น…เราถือว่ามันเป็นโอกาสที่ดีมากๆแล้ว ใครไม่ไปน่าเสียดายสุดๆค่ะ ….เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเปลืองเนื้อที่มากไปกว่านี้ ขอบรรยายด้วยรูปซะเลยจะได้อารมณ์กว่า จริงๆกูก็ขี้เกียจพิมพ์ด้วยส่วนหนึ่งค่ะ….

พอมาถึงปุ๊บก็ทำตัวเป็นดาราหน้ากล้องกันเลยอย่างไม่รีรอ...สังเกตนังคนที่สองจากซ้ายนะคะ เสร็จเหมือนกันค่ะ แต่เสร็จ..สุรา...เมาแล้วเซิ้งค่ะ

รูปซ้าย: คนใช้สองคนตามเจ้านายมาเที่ยว รูปขวา: แจ๋วตามมารับใช้คุณนายค่ะ



ว่าที่แอร์สจ๊วตในอีก 1 เดือนข้างหน้า

รักเด็กค่ะ...(แผล่บบ!!)

เพื่อนกูแต่ละคน....ล่ำสาดดดดด ค่ะ!!!

ดูโอคู่ใหม่...เพราะคนหนึ่งก็ชอบดีด(กีตาร์) ส่วนอีกคนก็ชอบแหก(ปาก) ช่วยกันดีดช่วยกันแหกจนชาวบ้านเค้ารำคาญเลยล่ะค่ะ

หน้าตาดีกันเหลือเกิ๊นนน!!!!

เสื้อเหลืองคือที่รัก(ของคนอื่น)และหัวหน้าห้อง(ของเรา)

ค่ะ...เจี๊ยยกก!!!!

คือ...พอใจจะถ่ายค่ะ เน้นมุมที่มีแต่คนไปเที่ยวมากไปมันไม่แนวว...เลยขออะไรแบบแปลกๆมั่ง (ไอ้พวกติสต์เข้าเลือดไม่ต้องเสือกวิจารณ์องค์ประกอบรูปกูนะคะเพราะนี่เป็นมุมชอบส่วนตัว)

โอยยย....เหนื่อยค่ะ โหลดรูปแต่ละทีช้าซะ บล็อกนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน กูง่วงแล้วค่ะ ไว้จะเก็บบรรยากาศการเทรน(สุดหิน)มาฝากในภายหลัง

B U T T E R F L Y

Saturday, January 21, 2006

ถ้าอยากเป็นแอร์...คุณต้อง...




วันนี้ไม่รู้จะเขียนอะไร .... หลังจากสอบ first aid เสร็จไปเมื่อวันศุกร์ ตกเย็นโดนแม่บังคับไปงานแต่งงานลูกพี่ลูกน้อง โคตรเซ็งเลยค่ะ....งานกูจะเอาวงอินดี้มาลง ...คอยดู แต่ตอนนี้สวามียังหาไม่ได้แล้วจะมาคิดเรื่องงานแต่ง...เวรกรรมจริงๆ ประมาณสี่ทุ่มกลับถึงอพาร์ตเม้นท์แล้วก็ชวนอุ๋ยออกไปแร่ดกันที่ผับแถวหลังสวน เพราะเพื่อนๆในคลาสนัดไปคลายเครียด ก็ได้แดนซ์ได้ดริ๊งค์ล่ะค่ะ แต่เป็นการแดนซ์ที่ลำบากยากแค้นมากๆ ผับเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ คนแน่นยังกับปลากระป๋อง กูจะออกสเต็ปก็ได้แค่ท่อนบน ส่วนท่องล่างต้องโดนสตาฟไว้เพราะเดี๋ยวจะเหยียบตีนเพื่อน แต่ก็แปลกนะคะ ไอ้เรื่องลำบากนี่ก็ชอบกันนักเชียว

ก็อย่างที่บอกล่ะค่ะ ไม่รู้จะเขียนอะไร นั่งว่างๆก็เลยนึกได้แค่นี้จริงๆ ใครอยากเป็นลูกเรือก็รับรู้ไว้ซะ เพราะนี่คือความจริง(ที่มาจากทัศนคติของกูนะคะ...คนอย่างกูไม่มีหลักการค่ะ ใครจะเอาทฤษฎีห่าเหวอะไรมาอ้างแล้วจะมาวิพากย์วิจารณ์ล่ะก้อ เชิญที่สวนลุมค่ะ)


ถ้าอยากเป็นแอร์….คุณจะต้อง...

1.สวย...หรือ...คิดว่ากูสวยก็ได้ไม่ว่า บุคลิกดี เด่น มั่น (เว้นเสียแต่บางสายการบินต้องการประเภทอีเย็น เป็นนางทาสไร้ปากเสียงใดๆ)


2.ภาษาปรู๊ดปร๊าดด....ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ หรือภาษาที่สามเช่น จีน ญี่ปุ่น อาหรับ เกาหลี สเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน ตากาล็อค ยวน ลาว เขมร เมาลี ฮิบรู มาลายู วู้ฮู....อู้อ้า...
คำแนะนำ: หากไม่ใช่ลูกผู้รากมากดี มีเงินไปซัมเมอร์ยุโรปทุกๆปิดเทอม หรือไม่มีปัญญาสอบชิงทุนไป afs หรือโครงการแลกเปลี่ยน ก็พยายาม chat ข้ามชาติเข้าไว้ ถึงภาษาจะวิบัติไปบ้างแต่ก็ยังดีเหมือนได้พูดคุยในชีวิตประจำวัน


3.สูงเฉลี่ย 160 ซม.ขึ้นไป เตี้ยกว่านั้นได้ประมาณ 3 ซม.(เฉพาะบางสายการบินที่ไม่ชอบสาวสูงยาวเข่าดี เอาเตี้ยล่ำเข้าไว้เกิดเหตุอันใดจะได้ไม่กระโดดถีบคอผู้โดยสารหัก) แต่ทางที่ดี 162 ซม.ไว้จะปลอดภัยและมีโอกาสสมัครได้หลายสาย ใครไม่ถึงตามที่กล่าวมาทั้งหมดก็...เสียใจด้วย กรรมพันธุ์ไม่ปราณีใคร

4.ว่ายน้ำต่อเนื่องอย่างต่ำ 50 เมตร จะฟรีสไตล์ กบ ผีเสื้อ กรรเชียงตีลังกากลับตัวเยี่ยงทีมชาติก็ไม่มีใครว่าเพราะถึงเวลาเค้าไม่ได้ไปแข่งกัน อนุโลม ลูกหมาตกน้ำ ลอยคอ ดำผุดดำว่ายได้แต่ตีนห้ามแตะพื้นหรือเกาะลู่และขอบสระกลางทาง มิฉะนั้นโดนปรับตก

5.มีพื้นฐานในการแต่งหน้าเอง ทำผมแบบเกล้ามวย หรือติดเน็ตเอง พยายามทำตัวแก่แดดเข้าไว้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแต่งหน้าไปเรียน 5 วัน 5 สี จะได้เปรียบอย่างมาก ศึกษาข้อบกพร่องของใบหน้าตัวเองว่าต้องแก้ไขอย่างไรเวลาสมัครแอร์จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินจ้างให้คนมาวาดหน้าเราซะจนไม่เป็นตัวเอง


6.น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง ช้างน้ำ โอลีฟ ไม่รับเข้าทำงาน


7.ตอแหลเก่งๆ หากกรรมการถามว่ารักงานบริการมั้ยถึงในใจจะเกลียดแค่ไหนก็ต้องตอบว่ารักแบบยอมถวายชีวิตให้ รักการเดินทาง รักการพบปะผู้คน ชอบบริการคน ศรีทนได้ค่ะ

8.โสด เพราะถึงมีแฟนไปก็เท่านั้น ต่อให้รักกันปานจะแหกจิ๋มดมขนาดไหน ก็มีอันต้องเลิก เพราะ...ต่อไปจะสนุกกับการเดินทางและมีกิ๊กตาม station ต่างๆ

9.เกลียดงานออฟฟิศเข้ากระดูกดำ ไม่ชอบนั่งอยู่กับที่จ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่ชอบการไปเช้าเย็นกลับ เบื่อกับการรอคอยเย็นวันศุกร์และวันนักขัตฤกษ์

10.อดทน กรำงานหนักประหนึ่งชาติก่อนเป็นทาสที่ทำงานไถ่ตัวให้เป็นไท

11.(ข้อนี้สำหรับผู้ชาย) เป็นเกย์ .....(อย่าคิดมาก ข้อนี้เอาขำๆ เด๋วกูโดนตีน)

12.เห็นแก่ค่าเพอร์เดียมที่จะได้ไว้มากๆ จะทำให้มีแรงในการทำงานและทุ่มเทเพื่อให้ได้มันมา......






B U T T E R F L Y

Tuesday, January 17, 2006

เทรน...ขำๆ





เมื่อประมาณวันพฤหัสที่แล้ว (12 มกราคม) กะว่าจะได้อัพเดทบล็อคซักหน่อยเพราะเป็นวันที่เราต้องไปเทรนเป็นวันแรก อะไรๆมันก็ดูจะตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด กลับมานั่งเปิดอินเตอร์เน็ตแล้วก็บรรเลงบทความซะยืดยาว พอจะอัพรูปลงเครื่องเสือกค้างค่ะ....แล้วอยู่ดีๆไอ้ที่พิมพ์ไว้ทั้งหมดแม่งงก็หายซะงั้น....นั่งหลังแข็งพิมพ์มาสองชั่วโมงพร้อมอัพรูปนี่มันทำให้โมโหค่ะ กูอยากจะโยนไอ้เศษเหล็กตรงหน้าทิ้งไปนอกระเบียงเลยแหล่ะค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็ทำไม่ได้หรอกค่ะซื้อมาก็แพง บ้านกูก็ไม่ได้พิมพ์แบงก์ใช้เองซะด้วยซิ ก็เลยต้องนั่งสงบสติอารมณ์ซักพัก บอกกับตัวเองว่า อีกสองสามวันค่อยมาอัพใหม่ ตอนนี้คงหมดอารมณ์ทำแล้วจริงๆ หลังจากนั้นคอมมันก็เหี้ยลงทุกวันๆ ไวรัสแด่กกจนจับไข้ แก้ยังไงก็ไม่ตก เมื่อวานรูมเมทเราก็เลยให้รุ่นน้องเด็กวิศวะคอมมาช่วยดูให้ ก็เห็นมันนั่งทำนั่นทำนี่ด๊อกแด๊กๆ ทำอะไรที่คนโง่ๆอย่างกูทำไม่ได้อ่ะค่ะ อยู่เป็นชั่วโมงๆ ก็ดูท่าทางจะหาย แต่เมื่อคืนมันก็ยังบ้าๆอยู่ จนมาวันนี้ลองมาต่อดูเห็นมันอาการดี ไม่มีอะไรผิดปกติแทรกเข้ามาก็เลยคิดว่า อัพบล็อคซะหน่อยคงจะดี เอ๊า...มาเริ่มเลยละกัน แต่เราขอไม่ละเอียดมากนะคะเพราะต้องไปอ่านหนังสือค่ะ


ช่วงสองวันแรกไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เหมือนเป็นการไปปฐมนิเทศน์ใหม่อีกรอบแต่ลงลึกถึงเจาะจงถึงเรื่องเทรนของพวกเรา มันก็เหมือนกับการไปขี้ในส้วมอ่ะค่ะ กว่าจะได้ขี้จริงๆมันต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างตั้งแต่ปวดขี้แล้วเดินไปส้วม ถอดกางเกง หย่อนตูด เบ่งขี้ออก ล้างตูด แล้วก็ใส่กางเกงกลับเข้าไป ไอ้วันแรกมันก็อยู่ประมาณถอดกางเกง ส่วนวันที่สองก็เริ่มหย่อนตูดให้รู้ว่าตำแหน่งที่ขี้จะลงมันตรงกับคอห่านหรือเปล่าซึ่งมันก็เหมือนกับการไปรับรู้ว่าเราต้องเทรนอะไรบ้างต้องเรียนรู้อะไรบ้างและต้องเจออะไรและต้องทำตัวยังไงในองค์กร แต่การหย่อนตูดครั้งนี้ประทับใจค่ะ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครูทุกท่าน และรุ่นพี่ลูกเรือ แค่เรายกมือไหว้ทุกอย่างมันจะดีตามมาเองค่ะ ในวันแรกเราได้วัดตัวตัดยูนิฟอร์มด้วยค่ะ ยังได้ใส่ยูนิฟอร์มเก่าอยู่แอบดีใจลึกๆเพราะตอนที่เป็นกราวด์อยู่เห็นแอร์แห่งชาติเดินมารู้สึกว่าชุดสวย มันดูเรียบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม ยิ่งรู้ว่าจะได้ใส่ชุดไทยด้วยกูยิ่งดีใจใหญ่เลยค่ะ ถึงแม้ว่าช่างวัดตัวจะเอาสายวัดมารัดเอวกูจนกิ่วแบบเป็นการบอกนัยๆว่า มึงห้ามอ้วนนะ ไม่งั้นปริ ก็ตามค่ะ


ส่วนวันที่สองที่ไปศูนย์ฝึกอบรมลูกเรือเป็นวันแรก คืนนั้นก็เลยพากันไปกระชับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมคลาสกันเล็กน้อยแถว RCA คือ...ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่ากูไม่ใช่เด็กเที่ยวกลางคืนซักเท่าไรนัก แต่เพราะอยากสนิทกับเพื่อนๆและเทรนได้อย่างมีความสุขทางใจก็ต้องไปค่ะ ... สรุปแล้วคืนนั้นกูก็เมาอ้ววกกแดนซ์กระจายไปตามระเบียบสไตล์กูแหล่ะค่ะ (ใครเรียนด้วยกันสมัยมหาวิทยาลัยรู้ดีค่ะว่า อีนี่เมาตลอดศกเวลาสุราเข้าปาก) แต่ถึงจะเมาเหมือนหมายังไง แต่ก็ดีใจได้สนิทกับเพื่อนๆมากขึ้น ....กูยอมค่ะ


เว้นเสาร์อาทิตย์ไปสองวันให้ได้หายใจเฮือกสุดท้ายก่อนจะต้องจริงจังกับการเทรนเสียที แต่วันเสาร์ก็ผ่านไปไวเหมือนนั่งบั้งไฟเลยค่ะ เพราะกูเล่นตื่นซะเกือบเที่ยง โอ้เอ้ไม่ยอมอาบน้ำอยู่จนถึงบ่ายแก่ๆเพื่อนมิ้นก็โทร.มาชวนไปแร่ดที่สวนลุมไนท์ได้กระโปรงผ้าถุงเด็กแนวมา 1 ตัว ช่วงนี้เป็นช่วงกำลังย้อนอดีตสู่อารยธรรมเด็กติสต์ค่ะ เมื่อก่อนตอนเรียนใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ตอนนี้เริ่มดัดจริตใส่กระโปรงได้แล้วก็เลยอยากได้ที่มันเซอร์ๆบ้านๆดูแหวกๆหน่อย .... เป็นคนชอบแต่งตัวสไตล์นี้อ่ะค่ะ กูจะติสต์ค่ะ ไม่ตามแฟชั่นเท่าไหร่แต่ก็เป็นตัวของตัวเอง ....
พอวันอาทิตย์ก็ไปซื้อของใช้จำเป็นแล้วก็ไปดูหนังเรื่อง Just Like Heaven คือส่วนตัวชอบรีส วิทเทอร์สปูนอยู่แล้วด้วย ก็จะดูหนังทุกเรื่องที่หล่อนเล่น เป็นหนังโรแมนติกคอมดี้ที่ดีมากๆเรื่องหนึ่งถ้าไม่ติดว่า SFX วันนั้นมันเหี้ยที่สุดเท่าที่เคยดูมา ทำกูอารมณ์เสียเพราะเสียงหายแถมภาพบางฉากล้มไปอีก คนดูก็ฉุนกันน่าดูแต่ทำไงได้ล่ะคะ คนมันซวย.....



ส่วนสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งการเรียน First Aid หรือ เอดส์ระยะเริ่มแรก เย้ยยยย!!!ปฐมพยาบาลเบื้องต้นต่างหาก...แหะแหะ การเป็นลูกเรือก็ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไว้เป็นสิ่งจำเป็นค่ะเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้บนเครื่องบิน อาจจะดูง่วงๆน่าเบื่อไปบ้างแต่ก็ชิลๆค่ะ สบายๆ ไม่อยากเครียด วันนี้เป็นการเรียนวันที่สองที่เวชศาสตร์การบินก็ได้เข้าไปนั่งในห้อง Chamber ซึ่งเค้าจะดูว่าเวลาเราต้องขึ้นไปอยู่ในที่ที่มีความสูงมากๆหลายหมื่นฟุตเนี่ยแล้วจะเกิดอาการพร่องออกซิเจนนั้นเราจะมีอาการอย่างไร ทนได้ในระดับไหน และมีวิธีแก้ไขอาการเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง ต้องรู้ค่ะ...ใครอยากเป็นแอร์ได้รู้แน่ถ้าสอบผ่านแล้วมาเทรนนะ ที่แน่ๆตอนนี้เราหูยังอื้ออยู่เล็กน้อย แต่ตอนเข้าไปนี่ทั้งอื้อทั้งปวดแถมอาการมึนงงฝันค้างกลับมาด้วยนิดหน่อย...แต่ก็สนุกดี ชอบค่ะ เหมือนมีอะไรแปลกๆใหม่ๆให้ได้ลอง และคิดว่าการเรียนด้านอื่นๆก็น่าจะสนุกนะถ้ามีมาให้ได้ปฏิบัติกันบ่อยๆ ....คือเป็นคนชอบภาคปฏิบัติค่ะ คริๆ


ว่าจะไม่ต่อความยาวแล้วนะแต่มันอดไม่ได้เลยจริงๆ วันนี้คงพอแค่นี้ก่อนละกันค่ะ ต้องไปอ่านหนังสือแล้วรีบนอนอีกเพราะต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า ไหนจะต้องออมแรงไว้ตีแบดตอนเย็นอีก....บ้าพลังกันเข้าไปค่ะ ฝันดีทุกคน



B U T T E R F L Y

Sunday, January 08, 2006

นมโต...วิดีโอคลิป


หัวเรื่องวันนี้ดูวาบหวามไปซักหน่อยนะคะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เป็น talk of the town อยู่ไม่น้อยทีเดียว ช่วงนี้มีข่าวติดเรทเยอะแยะดีแท้ ตอนแรกว่าจะไม่พูดแล้วเชียวแต่มันอดไม่ได้เลยจริงๆ ก็เล่นมากระแทกตากระแทกหูไม่มีหยุดหย่อนน่ะสิ ขนาดว่าปิดหูปิดตาไม่รับข่าวสารแล้วนะ ก็ดั๊นน..อุตส่าห์มีเสียงพรายกระซิบบ้างล่ะ ได้ FW Mail บ้างล่ะซักทาง ดั่งถวายใส่พานมาเสนอถึงที่จนได้ ก็จะไม่ให้หึ่งฉึ่งไปทั่วบางได้อย่างไรล่ะคะ ก็ไอ้ข่าวที่ได้ยินได้ดูได้สดับฟังอยู่เนี่ย ข่าวดีๆทั้งน้านนนน....ช่วงสัปดาห์แรกๆต้นเดือนมกราคม นังครีมเพื่อนรักเพื่อนแร่ดของเราก็ส่ง FW Mail มาให้ คือ ถ้าอีนี่ส่งอะไรมารับรองได้ว่ามีของเด็ดค่ะ เรื่องฉาวคาวโลกีย์เสียๆหายๆของชาวบ้านโดยเฉพาะดาราคนดังนี่ถนัดนัก ต้องได้อัพเดทอินเทรนด์กันตลอดงานไม่เคยพลาด เผอิญว่าเห็นหัวเรื่องว่าเป็นคลิบวีดีโอของน้อง ม (เหมือนหนังสือกอสซิบเลย) หลุดออกมา ไอ้เราก็นึกไปว่ามัน ม ไหนวะดาราแม่งมีตั้งหลาย ม แต่ก็เอาวะ เพื่อนรักอุตส่าห์ส่งมาให้ก็สงเคราะห์เปิดดูมันซักหน่อย ไอ้นิสัยอยากเสือกเรื่องชาวบ้านเนี่ยกูมีอยู่เต็มเปี่ยมอยู่แล้วค่ะ

ว่าแล้วก็ได้เห็นคลิบวีดีโอสั้นๆแต่ได้ใจ เป็นแบบนำแสดงคนเดียวเล่นเดี่ยวเสียวซ่านไปทั้งตัว ซึ่งถามความรู้สึกเราแล้วเราว่าเฉยๆอ่ะ ไอ้ที่เห็นมันเหมือนๆกับที่เรามี แต่ไอ้ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งมันคิดว่า ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นเราแล้วมีคนไม่รู้กี่พันกี่หมื่นหรือเป็นแสนเป็นล้านที่ได้เห็นเราในสภาพที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว เราจะทำอย่างไร จะมองหน้าใครได้ไหม จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ยังไง และอีกล้านแปดคำถามปนไปกับความรู้สึกสลดหดหู่และเศร้าใจ


จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานังเพื่อนคนเดิมก็ส่ง FW Mail มาให้ได้ยลกันอีกระลอก คราวนี้เป็นทีของนักร้องจาก Girl Group ชื่อดัง(พอประมาณ) นามว่า อ ซึ่งข่าวที่ออกบอกว่าเป็นคลิปวิดีโอ แต่เราได้ในลักษณะภาพนิ่งแต่ยิงเป็นช็อตๆชนิดจับภาพกันนาทีต่อนาที คราวนี้มาเป็นคู่เล่นวู้ฮูกันหน้าจอแบบตั้งใจ (อันคำว่าวู้ฮูนี้มีอยู่ในเกม เดอะซิมส์ภาค 2 ฟังดูน่ารักกว่าคำอื่น เกรงว่าจะไม่สุภาพฮ่ะ) ซึ่งดูไปแล้วมันก็ไม่ต่างจากหนัง x แอบถ่ายทั่วไป (อ้าว..แสดงว่ากูเคยดูงั้นสิ) เพียงแต่คนในภาพเป็นคนที่พวกเรา(คิดว่า)รู้จักก็เท่านั้นเอง ทันทีที่ได้เห็นเสร็จสิ้น เราก็ปิดหน้าต่างลงและ delete มันออกไปทันที พร้อมกับคำถามในหัวอีกครั้งว่า นี่คืออะไร...เทรนด์แฟชั่นใหม่ที่สื่อพยายามยัดเยียดให้พวกเราหรือเปล่า....วิดีโอคลิป....เมื่อก่อนมีวีซีดีแอบถ่ายก็ว่าหากันง่ายแสนง่ายแล้ว ตอนนี้มันพัฒนาตัวเองเข้ามาแพร่พันธุ์ในมือถือแล้ว ช่างเป็นวิวัฒนาการที่น่ากลัวเสียนี่กระไร อีกหน่อยไม่ลามไปเป็น นาฬิกาข้อมือพร้อมวิดีโอคลิปในตัว วิดีโอคลิปปากกาลูกลื่น วิดีโอคลิปMP3 วิดีโอคลิปมอลต์สะกัด ชาเขียววิดีโอคลิป วิดีโอคลิปผสมไวท์เทนนิ่ง...โอ๊ยยยย...ไปกันใหญ่แล้ววว...น่ากลัวๆๆๆๆ กูไม่อยากนึกเลยย



จริงๆแล้วไอ้เรื่องวิดีโอคลิปเนี่ย มันเริ่มอินเทรนด์มาก่อนที่จะมีข่าวกับดาราได้ไม่นานนักซึ่งแพร่ระบาดในหมู่นักศึกษาสาวๆ สวยๆ หมวยหรือไม่หมวยแต่เอ็กซ์แน่นอน จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ที่เป็นเหตุจูงใจให้ลุกขึ้นมาทำอะไรแผลงๆกันได้ขนาดนี้ สมัยเรายังเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครทำอะไรแบบนี้หรือบางทีเราอาจจะเป็นกบในกะลาเกินไป อยู่วิทยาเขตต่างจังหวัด เจอแต่สิ่งแวดล้อมเงียบสงบ ห้อมล้อมไปด้วยแมกไม้และธรรมชาติแสนงาม ผู้คนจิตใจดีมีเมตตา นักศึกษาความประพฤติดีมีเกียรติและศักดิ์ศรีประมาณว่าโคตรเหง้าพ่อแม่อบรมมาดีหรืออย่างไร ทำไมพอมาเห็นพฤติกรรมของนักศึกษาบางคนในกรุงเทพมันถึงได้กลายเป็นหลังตีนไปได้ล่ะคะ....คือไม่ได้ว่าเหมารวมนะคะ ใครที่เป็นเด็กดีก็ดีแล้วค่ะ แต่ด่าอีพวกมีนอทั้งหลายทีเห็นวัตถุอยู่สูงกว่าจิตใจไม่รู้ว่าสังคมไทยตอนนี้มันเป็นเหี้ยอะไรกันไปหมด ศักดิ์ศรีตัวเองเอาไปไว้ที่ไหนกันหมด ภูมิใจในรูปร่างหน้าตา หอย นม ของตัวเองแล้วก็งัดออกมาโชว์ว่าของกูนี่สวยซะไม่มี สมองน่ะมีคิดมั่งหรือเปล่าว่าซักวันไอ้ที่ทำน่ะมันจะออกสู่โลกภายนอก...คงไม่คิดหรอกค่ะ บางคนอาจจะบอกว่าเรื่องของกู หอยกูนมกู กูพอใจใครจะทำไม มือถือก็ของกู มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็ถูกค่า...มันเรื่องของมึง แต่ทำไมมึงไม่คิดบ้างล่ะคะไอ้เทคโนโลยีมันย่อมมีช่องโหว่มีรูรั่วในตัวมันเอง ยิ่งมันใช้ง่ายเท่าไหร่มันก็ยิ่งส่อเค้าความอันตรายมากขึ้นเท่านั้น .... พอเหอะ.... พูดไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยิ่งสมองน้อยกันอยู่ เอาไปคิดอย่างอื่นดีกว่าเช่นว่าคืนนี้จะเที่ยวไหน พรุ่งนี้จะซื้อกระเป๋ายี่ห้ออะไร เทรนด์รองเท้าแบบไหนตอนนี้มาแรง อะไรเทือกนั้นคงประเทืองปัญญาอันน้อยนิดของพวกมันมากกว่าที่จะมารับฟังป้าแก่ๆคนหนึ่งบ่น....(เอ๊ะ..กูเป็นป้าเหรอ)

แต่ถึงยังไง...ในใจลึกๆของเราก็ยังอยากเห็นสังคมไทยดีกว่านี้นะ รู้สึกได้ว่าตอนนี้จิตใจคนมันต่ำลงทุกทีๆและมีทีท่าว่าจะต่ำลงอีกเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าจะดิ่งลงเหวไปอีกแค่ไหนนะ ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาขอให้อะไรๆมันดีขึ้นบ้าง อย่างน้อย หน้าหนึ่งเนี่ยขอเรื่องดีๆตัวใหญ่ๆบ้างได้ไหมจะดีมากเลย



นั่งหน้าคอมมาหลายชั่วโมงแล้ว...ดูเวลาปาไปเที่ยงคืนแล้วรึนี่ พรุ่งนี้ต้องไปจ่ายค่าตรวจร่างกายที่เวชศาสตร์การบินอีก ... เวรของกูหรือกรรมของใคร อีตอนไปตรวจเสือกไม่เรียกเก็บ มาให้กูไปจ่ายเอาวันพรุ่งนี้วันเดียวอีกต่างหากเพราะวันที่ 12 ต้องไปเทรนแล้ว มากกว่านั้นคือกูไม่มีเงินเลยค่ะ แม่ก็โอนมาให้ไม่ทันก็เลยต้องขอยืมตังค์รูมเมทซะงั้น โชคยังดีที่มันมีให้ยืม ไม่งั้นไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครดีนะเนี่ย กูไม่มีเสี่ยเลี้ยงซะด้วยซี..เฮ้อออ


B U T T E R F L Y